สามเณรเคยเป็นปอบ

เรื่องนี้เกิดขึ้นนานมากแล้ว ก่อนที่สามเณรคู่หูจะพบและช่วยงานผม แต่สามเณรเล่าให้ผมฟัง เมื่อเราได้บวชเป็นเณรด้วยกัน สามเณรคู่หูของผมในขณะนั้นมีอายุประมาณ ๑๔ ปี ยังไม่ได้ทำบัตรประชาชนเลย แต่ก่อนนั้นเมื่อเขายังเด็ก เขาเป็นคนเหนือและมีชีวิตเหมือนคนชนบทไม่ใช่คนในเมือง ดังนั้น เขาจึงถูกแวดล้อมไปด้วยวิถีชีวิตแบบคนชนบท และหนึ่งในนั้นคือ เรื่องความเชื่อและไสยศาสตร์ต่างๆ เขาก็เล่าให้ผมฟังว่า สมัยยังเด็กๆ อยู่ ก็ได้ไปศึกษาเรื่องเวทย์มนต์ไสยศาสตร์บ้างเล็กน้อยกับคนแถวนั้น แต่อาจด้วยเพราะเขายังเด็กเกินไปกระมัง เขาก็เลยพลาดท่า โดนปอบเข้า ซึ่งเขาเองก็ไม่รู้ตัว แต่คนที่สอนเขา จะคอยดู คอยสังเกตุอยู่ตลอด ถ้าเห็นอะไรไม่ดี ไม่เข้าท่า เขาก็จะคอยช่วยเหลือได้ทัน ซึ่งในตอนนั้น สามเณร (ซึ่งยังไม่บวชเป็นสามเณรนะครับ) เริ่มกินอาหารเปลี่ยนไป เช่น ชอบของคาว และของสดๆ ในชนบทก็มีของแบบนั้นให้กินเป็นปกติครับ เช่น ลาบสดๆ ก้อยดิบๆ อะไรแบบนั้น แต่คนที่เขามีวิชาความรู้ ก็คงพอสังเกตออกได้ทันท่วงที ก็เลยช่วยเอา "ปอบ" ออกให้ แล้วเขาจึงได้พ้นจากการถูกปอบเข้า ซึ่งมันแนบเนียนมากนะครับ ไม่เหมือนในหนัง คนถูกเข้าก็ไม่รู้ตัว คนรอบตัว ก็สังเกตไม่เห็น เหมือนคนปกติแต่พฤติกรรมต่างๆ อาจแปลกไปได้ เช่น การกิน, การนอน ฯลฯ อะไรแบบนั้น ดังนั้น คนที่มีวิชาอาคมจะต้องมีจิตใจละเอียด ช่างสังเกตมากๆ ครับ เพราะถ้าผิดพลาดเพียงเล็กน้อย ก็อาจบานปลาย แก้ไม่ทันได้


เดี๋ยวนี้ ผมว่าปอบเป็นใหญ่ไปนานแล้วครับ บางหมู่บ้าน ก็นิยมกินของสดๆ เช่น ก้อยสดๆ ลาบสดๆ ที่ไม่ผ่านการปรุงให้สุกด้วยไฟ ทั้งเลือดและเนื้อ อีกทั้งตับไตใ้ส้พุงอะไร ก็ใส่ลงไปแบบสดๆ และทั้งหมู่บ้านก็เห็นว่า "ไม่ผิดแต่ประการใด" เป็นการกินที่ถูกต้องได้รับการยอมรับอย่างดี (โดยเฉพาะทางแถบภาึคอีสาน) ตรงกันข้าม ใครที่ไม่กิน ไม่ยอมกิน และทำัตัวแปลกออกไป นั่นต่างหาก จะถูกรุมใส่ร้ายว่าเ็ป็นปอบ แล้วถูกขับไล่ออกจากหมู่บ้านไป เรียกง่ายๆ ว่าหมู่บ้านนั้นโดยปอบยึดทั้งหมู่บ้าน ใครไม่โดนปอบเล่นงานก็จะถูกรุมใส่ร้ายว่าเป็นปอบไปเสียเอง เดี๋ยวนี้ผีมันฉลาด แถมมันเล่นเป็นหมู่ เป็นกองทัพกันแล้วครับ ถ้าคิดจะปราบ บอกได้เลยว่า ไม่ไหว มันมาทีเป็นกองทัพจริงๆ ไม่รู้มาจากไหนกันมากมายได้ขนาดนั้น บางที่นะครับ ไม่ใช่ปอบ แต่เป็น "ผีเปรต" ครับ เข้าไปอยู่กับพระ กับวัด ไปเหมือนช่วยงานวัด แทรกอยู่ในตัวคนนี่แหละ พอได้ของที่เขาทำบุญมานะ แย่งกันเลยครับ โดยที่พระยังไม่ได้รับเลย ผมเคยเห็นมาแล้ว ไม่รู้จะห้ามอย่างไรไหว ต่างคนต่างรุมแย่งกันครับ ผมงงไปเลย??? แล้วถ้าเราตุกติก ทำเป็นปรับตัวเข้ากับเขาไม่ได้ "เรากลายเป็นคนผิด คนชั่ว คนเลว คนที่สังคมไม่ยอมรับ" ไปเลยนะครับ ตอนนั้น ผมไปทำกิจที่อีสานนั่นแหละ เจอเข้า ผมป่วยไปเกือบสองวันมั้ง มันจะเล่นให้เราเป็นพวกมันให้ได้ โชคดีรอดมาได้ครับ จบ!



 

โปรดผีเสื้อวัด

เรื่องนี้เกิดขึ้นเมื่อครั้งผมยังบวชเป็นสามเณรและมีสามเณรคู่หูคอยช่วยกิจอยู่ หลังจากที่ได้พบกับเทวดาตนหนึ่งที่แจ้งข่าวถึงการหมดบุญของเขาไปแล้ว ต่อมา เราก็สำรวจพบ "จิตวิญญาณอีกดวงหนึ่ง" ซึ่งเขาเคยบวชเป็นพระและได้เป็นเ้จ้าอาวาส ค่อนข้างนาน และเป็นที่รู้ัจักไม่น้อยทีเดียว ตอนนั้น เพื่อนในมิิติทิพย์ (ถ้าจำไม่ผิดนะ ถ้าจำผิดต้องขออภัย) คือ พญานาคหนุ่ม ก็คอยช่วยเราด้วย เขามาแ้จ้งเราว่าท่านผู้นี้ (ผีเจ้าอาวาสคนเก่า) ชอบใช้ฤทธิ์เดชมาก โดยเฉพาะทำให้คนลุ่มหลง ผิดทิศผิดทาง บ้าหวย ซึ่งเราก็เห็นว่าเป็นจริงอยู่บ้าง เพราะคนในตำบลนี้ ทั้งบ้าหวย, บ้าเงิน, หลงคนมีอำนาจ, ชอบทำบุญเอาหน้า, อวดใหญ่โต ฯลฯ ไม่ได้มีจิตตรงธรรมอย่างแท้จริง ทว่า เราก็เข้าใจว่าพวกเขาอาจยังไม่ถึงวาระที่จะได้นิพพานในยุคของพระสมณโคดม เพราะสอนยากเหลือประมาณ อัตตาสูง หลงศรัทธาคนผิด และเป็นตัวของตัวเองมาก องค์ประกอบหลายประการนี้ ทำให้ตำบลที่ผมอยู่มีสภาพคล้าย "หมู่บ้านมาร" มาก กล่าวคือ คนในตำบล จำทำงานเก่งมากๆ แล้วเอาเงินไปทำบุญเอาหน้า ชอบนักเรื่องหน้าใหญ่ จัดงานบวชทีก็ต้องกู้หนี้ยืมสินเขามา ทุ่มไม่อั้น แล้วก็ต้องมาลำบากใช้หนี้ทีหลัง งานศพครั้งหนึ่ง จัดแล้วต้องดัง ต้องยิ่งใหญ่ อะไรแบบนั้น จนกลายเป็นค่านิยมของคนในตำบลนี้ไปแล้ว (ในความหลงผิด ก็คงมีเหตุผลของมันเอง) แต่ว่าอยู่ๆ จะไปโทษผีเจ้าอาวาสตนนี้เสียเลย คงไม่ได้ มันอาจมีหลายสาเหตุร่วมกันอยู่กระมัง ว่าแล้ว ผมและสามเณรก็ถอดกายทิพย์ไปคุยกับผีเจ้าอาวาสท่านนี้ ซึ่งมีสถานะเป็น "ผีเสื้อวัด" อยู่


แต่โปรดไม่ยากหรอกครับ ผีโปรดง่ายกว่าคนเยอะ เพราะรู้เห็นสิ่งต่างๆ ไม่น้อยแล้ว ทุกข์มาก็มากแล้ว ผ่านเรื่องต่างมิติมาไม่ใช่น้อยๆ แล้ว เขาก็ฟังโดยดี ประกอบกับกายทิพย์ที่ผมใช้ไปโปรดเขานั้น ก็มีบารมีปรากฏให้เห็นชัดอยู่แล้ว (แต่ถ้าใช้สังขารปัจจุบันไปคุยกับใคร เขาคงคิดว่าเป็นพวกจิ๊กโก๋อ่ะนะ) ในที่สุด เขาก็เลยหลุดพ้นจากตรงนั้น ซึ่งเขาก็ไม่ใช่ใครอื่นไกล เป็นคนรู้จักอยู่ในละแวกเดียวกันกับผม ตอนผมยังเด็กเขาก็ไปบวชแล้วปล่อยให้ึีครอบครัวดำรงชีพอยู่กันเองครับ เรื่องนี้ ทำให้เราทราบอะไรอย่างหนึ่งว่า การที่พระยึดวัดหรือพัวพันกับวัดของตนมากๆ โอกาสที่ตายแล้วจะไม่ไปไหน และกลายเป็นผีเสื้อเฝ้าวัด (ยักษ์นั่นแหละ) มีสูงมาก ในขณะที่พระรูปอื่นๆ ที่ไม่ใช่เจ้าอาวาส ถ้าปฏิบัติีดี อยู่ในศีลสักหน่อย แม้ว่าไม่ได้คุณวิเศษอะไรมาก ยังมีโอกาสไปได้ถึงสวรรค์ชั้นที่สามเลย เอาละนะ บางท่านอาจแย้งว่าเราบ้าหลง สวรรค์เกินไป ควรตรงสู่นิพพานเลย พูดกันไปตามปรัชญาอย่างนั้น ทว่า ในความเป็นจริงมันถึงนิพพานได้จริงๆ หรือเปล่าละ? ถ้าถึงก็ดี แต่ถ้าไม่ถึง มันก็ต้องเท่าทันเรื่องภพภูมิหน่อย ไม่ใช่หลงตัวเอง คิดว่าเป็นพระใหญ่ เจ้าอาวาส ยศเยอะ แล้วรอด แต่ที่ไหนได้ กลับมาตายรังเป็น "ผีเสื้อ" เฝ้าวัดอย่่างนี้ จบ!


  
 

รุกขเทวดาหมดบุญ

เรื่องนี้เกิดขึ้นเมื่อครั้งผมยังบวชเป็นสามเณรและมีสามเณรคู่หูคอยช่วยอยู่ ช่วงนั้น เขาได้ตาทิพย์หูทิพย์แล้ว ผมจึงให้เขาลองสำรวจดูทั่ววัดว่ามีอะไร หรือใครในโลกทิพย์อยู่ในวัดอย่างไรกันบ้าง ก็เลยถอดกายทิพย์ไป คุยกับผู้หนึ่งในมิติทิพย์ ผมคิดว่าเขาน่าจะเป็นรุกขเทวดา เพราะเขามีความสัมพันธ์เชื่อมโยงกับไม้ท่อนหนึ่ง ไม่ไปไหนได้ ไม้ท่อนนั้นเขาว่าฝังอยู่ใต้ถุนศาลาการเปรียญ และอยู่มานานมากแล้ว เขาเล่าให้ฟังว่าเขาอยู่อย่างนี้มานาน ปัจจุบันเขามีอายุ เท่าไรนะ ผมจะไม่ค่อยได้ เป็นพันปีได้นะครับ แต่ว่าบุญของเขาใกล้จะหมดแล้ว เขาว่าบุญของเขาเสวยได้จนถึงกี่ปี่ จำไม่ได้ แต่มันสั้นกว่าอายุที่เขามีอยู่ครับ ทำให้ทราบว่า "ชีวิตต่างมิติ" บางครั้ง ก็มีอายุขัยยาวกว่าบุญที่ตนมี ตนได้เสวย ดังนั้น ในบั้นปลายของเขา ก็คงยากลำบากเป็นแน่แท้ คือ เหมือนคนแก่ที่ยังไม่ตาย อายุยืน แต่ไม่มีบุญให้เสวยแล้ว นั่นเอง ผมก็ำไม่ทราบว่าจะช่วยเขาอย่างไร และเขาเองก็ไม่ได้ร้องขอให้ผมช่วยแต่อย่างใด เลยคุยกันแค่นั้น (แต่ถ้าไปตบปากรับคำช่วยเขาแล้วต้องขุดตอไม้นั้นขึ้นมา ไม่เป็นการงัดข้อทะเลาะกับเจ้าอาวาสหรอกหรือ? เพราะมันอยู่ใต้ถุนศาลาการเปรียญเชียวนา ว่าแล้ว ผมก็เลยต้อง "อุเบกขา" ไป เท่านั้นเองครับ)


แถวๆ บ้านผมเมื่อไม่นานมานี้ ก็มีการขุดค้นเจอ "ไม้ตะเคียน" จากก้นลำน้ำนะครับ เขาก็ยกขึ้นมาขอหวยกัน ตามประสาชาวบ้าน มองมุมหนึ่งเขาว่า งมงายและบ้าหวย ทำให้ติดการพนัน แต่ถ้ามองอีกมุมหนึ่งก็คือ พวกเขาอาจกำลังฝึกนิสัยของนักลงทุน กล้าเสี่ยง แม้ว่ามันจะเริ่มต้นจากผิดกฏหมาย, ผิดศีลธรรม ก็ตาม แต่นั่นคือ สิ่งที่เขาพอจะมี พอจะเริ่มต้น ทำได้ แหม ชาวนาไม่ได้รวยพอจะไปลงทุนด้วยการซื้อหุ้นได้นี่ครับ เขาก็ลงทุนได้อย่างมากก็คือ "หวย" เท่านั้น (นายทุนรวยๆ ก็ใช่ว่าจะเริ่มต้นอย่างบริสุทธิ์ถูกต้องทุกประการเสียที่ไหน? ก็มีจุดเริ่มต้นแบบลองผิดลองถูกเช่นกัน) แต่อย่างไร เขาก็ไม่ทิ้งวิสัย "ความเป็นอิสระ" คือ เป็นชาวนานั้นก็มีกิจการของตัวเองนี่ครับ พวกคอมมิวนิสต์เขาเรียกชาวนาว่า "นายทุนน้อย" เพราะเป็นนายทุน มีที่ดิน ลงทุนทำกิจการของตัวเอง ในเมืองฝรั่ง ชาวนาก็คือ นายทุนเต็มตัว เขาต้องลงทุนเพื่อให้ได้กำไร โดยการใช้ที่นาเป็นเหมือนโรงงานผลิตสินค้า นั่นเอง แต่ในประเทศไทยเรา ยังมีแนวคิดยึดติดกับ "เกษตรเพื่อยังชีพ" อยู่มาก เลยมีจิตใจที่จะพร้อมเป็นนักลงทุน, นักธุรกิจ, เจ้าของกิจการ SMEs น้อยกว่าพวกฝรั่ง ที่จริงเดี๋ยวนี้เริ่มมี "นายทุนน้อยสายพันธุ์ใหม่" เกิดขึ้นนะครับ พวกเขาบางคนลงทุนที่ดินเป็นร้อยๆ ไร่ บ้างก็ปลูกองุ่น ทำเ็ป็นฟาร์มท่องเที่ยวไปในตัวก็มีครับ เอาละ เราจะสอนให้ชาวนาไทยเป็นอะไร? ฤษีที่สมถะพอเพียง อยู่อย่างสงบปากสงบคำ สรรเสริญผู้นำประเทศไปวันๆ หรือว่าจะเป็นนายทุนน้อย ที่เข้าใจโลก เข้าใจคน เข้าใจงานด้านการลงทุนภาคการเกษตรอย่างแท้จริง เป็นเสือที่รู้จักอดบ้าง อิ่มบ้าง บางคราว หรือเป็นวัวเชื่อง ที่ชอบให้เขาเลี้ยง มีหญ้ากินไม่ขาดไปจนตาย นอกเรื่องไปเล็กน้อย เรื่องราวของการพูดคุยกับรุกขเทวดาหมดบุญ ก็ขอจบเพียงเท่านี้ครับ



 

โปรดตาขึ้นสวรรค์

เรื่องนี้เกิดขึ้นเมื่อครั้งผมยังบวชเป็นเณรและมีสามเณรคู่หูคอยช่วยกิจอยู่ ผมยังระลึกนึกถึง "คุณตา" ซึ่งได้เลี้ยงผมมาตั้งแต่เด็กได้เสมอ แต่ตอนที่ตาป่วยและตายลงนั้น ผมไม่ไ่ด้อยู่ดูแล เพราะยังติดเรียนในมหาวิทยาลัยอยู่ แม้กระทั่งงานศพตา ผมก็ไม่กล้าไป เพราะตอนนั้นสภาพจิตใจย่ำแย่มาก ยังไม่พร้อมที่จะรับความจริงนั้น เมื่อไม่ได้ไปงานเผาศพตา ก็จะฝันเห็นตาตลอดเลย โดยมักจะฝันว่า "ตามีฝาแฝด" และตาอีกคนยังไม่ตาย อย่างนี้ซ้ำๆ และบ่อยมาก จนในที่สุด ผมบวชเณรและมีสภาพจิตใจเข้มแข็งมากแล้ว จึงได้นึกถึงตา แล้วบอกให้สามเณรช่วยดูว่าตาของผมตายแล้วไปไหน? สามเณรก็พบว่าตายังไม่ไปไหนไกล ไปเกิดเป็น "พระภูมิ" อยู่บ้านผม นั่นเอง ผมและสามเณรก็ใช้กายทิพย์ไปชวนตาซึ่งเกิดเป็นพระภูมิแล้ว ในโลกทิพย์เขาเรียกกันว่า "ปู่สิทธิ์" มาทำสมาธิเพื่อจะได้พลังบุญเพิ่ม จะได้ส่งตาขึ้นสวรรค์ชั้นบนยิ่งขึ้น เลยให้ตาซ้อนในกายสังขารผม แล้วเราก็ทำสมาธิไปพร้อมๆ กัน แล้วตาก็อยากเห็นพระสยามเทวาธิราช เพราะบ้านผมบูชาพระสยามเทวาธิราชอยู่ด้วย ผมและสามเณรก็เลยใช้กายทิพย์เราพาปู่สิทธิ์ขึ้นไปยังสวรรค์ชั้นดาวดึงส์ ไปพบกับพระสยามเทวาธิราช พูดคุยอะไรกันเล็กน้อย มีเรื่องเกี่ยวกับชาติบ้านเมืองและนักการเมืองบางคนนิดหน่อย (ขอไม่บอกนะครับ) ทำให้ ปู่สิทธิ์ดีใจและคงมีจิตสนใจสวรรค์ชั้นนี้บ้างกระมัง หลังปฏิบัติธรรมเสร็จปู่สิทธิ์เลยได้เลื่อนชั้นขึ้นสวรรค์ชั้นดาวดึงส์ ปู่สิทธิ์บอกว่ายังไม่อยากไปเลย คือ อาจด้วยยังยึดติดบ้านและลูกหลานอยู่มาก ก็ได้กระมังครับ ภายหลังผมได้ทำพระเสาหลักธรรม เป็นเครื่องหมายแสดงถึงความเคารพในพระธรรมอันเสมือนเสาหลักของจักรวาล ก็ได้นำเอากระดูกของตามาเล็กน้อยใช้ทำด้วย (คงเป็นสื่อให้ตา แวะมาเยี่ยมบ้านได้ในฐานะเทพองค์หนึ่งครับ)


เมื่อพระภูมิองค์เก่าไปแล้ว บ้านผมก็ไม่มีพระภูมิ ต่อมา แม่ก็ได้ซื้อพระภูมิมาใหม่ (ผมไม่ได้บอกเรืองนี้แก่แม่ แต่แม่ซื้อมาเอง) แล้วหาคนมาทำพิธีขึ้นพระภูมิให้ คนทำพิธีดูขลัง ดูน่าเชื่อถือ แต่ว่าจิตใจของเขาละโมบ บอกราคาหนึ่ง ทำแล้วจะเอาเงินเพิ่ม พอผมให้สามเณรตรวจดูว่าพระภูมิเป็นอย่างไร? ก็ได้พระภูมิเป็นมาร เลยไม่เอา เจ้าแม่กวนอิมก็แบ่งภาคมาเป็นพระภูมิให้ แต่ถูกมังกรดำกินไป (เคยเล่าแล้ว) ผมเลยต้องไปขอพระภูมิต่อหลวงพ่อโต ภายหลังเลยได้พระภูมิเป็น "ยักษ์" มาแทน เรื่องเลยจบครับ



 

แมวนำโชค

เรื่องนี้เกิดขึ้นไม่นานสักปีหนึ่งได้ครับ ผมสึกจากทั้งพระและเณรแล้วก็ยังทำหน้าที่ทางธรรมต่อไป เพราะไม่มีอาชีพทางโลกครับ จากเดิมที่บ้านไม่ได้เลี้ยงแมว มีแต่หมาที่พ่อเอามา ซึ่งผมก็ไม่ได้สนใจเท่าไรนัก เรียกว่าหมาพื้นบ้านเลี้ยงตามมีตามเกิดไป จนวันหนึ่ง มีแมวตัวหนึ่งเป็นแมวตัวผู้ตัวใหญ่ มันเ้ป็นแมวของเพื่อนบ้าน ชอบมาหากินอยู่สามบ้าน คือ บ้านผมและบ้านป้าข้างบ้านด้วย เวลามันมา เราก็มักหาอะไรให้มันกินบ้าง แล้วมันก็ไป กลับบ้านของมันเท่านั้นเอง วันหนึ่ง มันก็มาตายที่บ้านของผม โดยร่วงจากบันไดลงมาด้วยอาการหนักจริงๆ แล้วไม่นานก็ตัวแข็งทื่อตายจริงๆ ผมเลยเอามันไปฝัง ต่อมา จึงมีแมว ซึ่งเป็นแมวตัวเมีย มันเข้ามาหากินในบริเวณบ้านอีกตัวหนึ่ง มันเหมือนแมวป่าที่ไม่มีใครเลี้ยง มันหากินด้วยตัวเอง พอผมจะเข้าไปเล่นใกล้มัน มันก็วิ่งหนีได้ก่อนทุกครั้ง แรกๆ ผมไม่สามารถเ้ข้าใกล้ัตัวมันได้เลย มันปราดเปรียวมาก จนผมหาวิธีให้มันไม่ตกใจ และค่อยๆ เข้าถึงตัวมันได้ในที่สุด ต่อมา ก็เริ่มให้อาหารมัน มันก็เริ่มติดเรา แล้วก็เริ่มเข้าบ้าน เริ่มขึ้นไปบนบ้าน สุดท้าย มันก็ท้องและออกลูกบนบ้านผม นั่นเอง


มันมีลูก ๕ ตัว แต่พ่อแบ่งให้คนอื่นไปเลี้ยงเสีย ๓ ตัว เหลือตัวผู้แค่ ๒ ตัว ตัวหนึ่งหางกุดสีขาว มันคล้ายกระต่ายมาก แถมยังนิสัยแปลกๆ คือ แก่นแก้ว, ซน, ดื้อ และเอาแต่ใจตัวเอง แต่เก่งกล้าสามารถมาก มันจับได้ทั้ง นก, งู, กิ้งก่า ฯลฯ ทุกอย่างที่พอจะจับได้ โดยเฉพาะงูตัวเล็กๆ ไม่ว่ากี่ตัว มันจับได้หมดครับ มันเก่งมากเจ้าตัวนี้ อีกตัวหนึ่ง หางยาวธรรมดา ชอบอยู่ตามป่าคล้ายแม่ของมัน ทั้งวันจะไปเที่ยวในป่ารกก็ค่อยกลับบ้านดึกๆ เมื่อก่อนบ้านผมไม่ค่อยมีปลากินนัก ปีแรกที่ผมเลี้ยงมัน เป็นปีที่น้ำท่วมใหญ่พอดี น้ำมาหลายรอบ ถ้าจำไม่ผิดจะเกิน ๗ รอบนะครับ ปีนั้น คนแถวบ้านจับปลาได้มากและปลามีขนาดใหญ่มาก ไม่เคยเห็นมาก่อนเลย เรียกว่า ใหญ่ไม่แพ้ปลาช่อนแปดริ้วเลย ผมเลยเห็นข้อดีของน้ำท่วมแต่ละครั้งว่ามันทำให้ปลาขยายพันธุ์และเติบโตเร็ว (พืชและสัตว์หลายชนิดจะไม่เติบโตขยับไปไหนเลย ถ้าธรรมชาติไม่เอื้ออำนวย มันจะอยู่เหมือนจำศีลครับ) นอกจากนี้ เมื่อเริ่มเลี้ยงแมวแล้ว เราก็เริ่มมีปลากิน ได้ปลาเข้าบ้านตลอดเลย เป็นการเปลี่ยนแปลงที่เห็นได้ชัดเจน ไม่ว่าจะได้มาฟรีๆ มีคนเอามาให้ หรือซื้อมาก็ตาม นอกจากนี้ ตอนกลางคืน มันชอบมุดข้ามุ้งไปนอนกับพ่อหรือผม และมันช่วยทำให้พ่อที่ดู จิตใจดุร้า้ย ก็ค่อยๆ เปลี่ยนเป็นจิตใจดีขึ้นบ้างครับ ผมจึงเห็นว่ามันเป็นแมวนำโชคครับ



 

อสูรในร่างพระ

เรื่องนี้เกิดขึ้นช่วงที่ผมยังไม่ได้บวชเป็นเณรยังปฏิบัติเป็นฆราวาสจาริกแสวงหาธรรมอยู่ตามแหล่งปฏิบัติต่างๆ หลังจากเสร็จภารกิจปฏิบัติเป็นโยคีชีเปลือย ณ สถานธรรมโบถส์พราหมณ์แล้ว ผมยังจรต่อไปเพื่อ แสวงหาธรรมที่กว้างขวางยิ่งขึ้นไปเรื่่อยๆ ผมได้ไปยัง "สำนักสงฆ์แห่งหนึ่ง" ซึ่งจากการค้นคว้าข้อมูลในเน็ตนั้น ข้อมูลเบื้องต้นดีมาก และมีผู้คนศรัทธาเข้าไปปฏิบัติกันมากมาย โดยเฉพาะโยมที่มีเงิน มีระดับ มีเวลาปลีกตัวไปได้ เช่น กลุ่มแพทย์ในจังหวัดนั้นๆ ก็นิยมไปปฏิบัติที่นี่กัน ผมเห็นสถานที่ร่มรื่นดี ก็เลยลองไปดู ผมไปเงียบๆ ดูไม่มีแขกคนนอกอื่นๆ เข้ามาเลยมีแต่ผมเท่านั้นที่เข้าไปปฏิบัติที่เหลือก็พวกที่ทำงานในนั้น ผมเลยเห็นเป็นโอกาสดีที่จะได้เห็น "ความจริงบางประการ" ก็เลยเข้าไปแบบเหมือนกับคนต้อยต่ำ ธรรมดาไม่มีอะไรพิเศษ แล้วคนที่ทำงานในนั้นบางคนก็ช่วยเหลือเราดี ตามประสาคนในชนบทที่ใสซื่อและไม่ค่อยมีเล่ห์เหลี่ยมอะไรน่ะครับ (แต่ก็ไม่ใช่เช่นนี้ทุกคนนะครับ) ซึ่งก่อนหน้าที่ผมจะมานั้น เขาเล่าว่ามีคนๆ หนึ่งมาก่อน และเขามีองค์เป็น "พระนเรศวร" มั้ง เข้ามาคุยสนทนาธรรมที่นี่ แล้วเหมือนว่าจะไม่เข้าทางกัน ก็เลยไปกันไม่ได้ เขาก็จากไปครับ จากนั้น ผมก็ได้เข้ามา หลังจากที่คนๆ นั้นจากไปแล้ว


แล้วผมก็ได้พบกับเจ้าอาวาส ซึ่งกำลังนอนหลับอยู่ในสถานปฏิบัติธรรม (ไม่แปลกอะไรนะครับ ไม่มีอะไรทำก็หลับเท่านั้นเอง ผมเคยเจอบ่อยๆ ก็อย่างน้อยเจ้าสำนักสามแห่งแล้ว ก็เป็นเช่นนี้ครับ และผมก็ไม่ได้ว่า ไม่ได้ตำหนิอะไรท่่าน) แล้วท่านก็มาว่าผมว่าผมโง่ บวชไม่ได้หรอก (เท่าที่ผมทราบนะ ท่านนี้ มาจากสายพระป่าไม่ได้จบปริญญาตรีเหมือนผมหรอกนะครับ) แล้วท่านก็ให้ไปท่องบทขอบวชอะไรยาวมากๆ ผมก็เอ้าทำไป ตามน้ำไปเรื่อยๆ ก่อน เขาให้ทำก็ทำไป พอเริ่มจะได้หมดแล้ว เขาก็ไม่ให้ผมทำแล้ว บอกว่าผมไม่ต้องบวชละ บวชไม่ได้หรอก พอตกกลางคืน เป็นเวลาปฏิบัติ ผมไม่ีูรู้ว่าที่นี่เขาปฏิบัติอย่างไร เพราะมาครั้งแรก ก็ทำตามๆ เขาบอกไป เขาให้นั่งสมาธิก็นั่งไป แน่นอน มันเลยเงียบ บวกกับผมหลับตาอยู่ ย่อมมองไม่เห็นสิ่งรอบข้าง แล้วเวลาก็ผ่านไปนานกว่าที่อื่นครับ ประมาณว่า ๑ ชั่วโมงเห็นจะได้ คนอื่นๆ ที่เขานั่งกันคงทราบว่านั่งประมาณนี้แล้วเขาก็ออกจากสมาธิกัน ผมไม่รู้และไม่มีใครบอก ก็เลยยังนั่งอยู่ แล้วเจ้าอาวาสก็มาด่าผม สารพัดประการ ผมก็ไม่ได้ว่า ไม่ได้เถียงอะไรครับ เช้ามาก็หาเรื่องอีก คราวนี้ เห็นผมไม่เถียง ไม่มีปากเสียง เลยยัดเยียดข้อหาว่า "ผมเป็นบ้าครับ" (เอากะมันเข้า เออ ดูสิ มันจะเล่นละครไปถึงไหน) แล้วก็บอกว่าผมปฏิบัติไม่ได้ เพราะเป็นบ้า (แหม รู้ดีเนอะ ยังไม่ได้สอบถามอาการ, วินิจฉัยโรค, ตรวจโรคเลย แหม เสือกรู้ยิ่งกว่าจิตแพทย์อีกแน่ะ) ซึ่งทั้งหมดทั้งมวลนี้ ผมเงียบตลอด ไม่ได้เถียงเขาเลยสักคำ เขาเลยเอาใหญ่ พูดอะไรทุกคนต้องเชื่อหมดเพราะผมไม่เถียง แกเลยเล่นงานเราได้เต็มๆ ฝ่ายเดียว ผมก็เฉยๆ ดูต่อไป ว่ามันจะเล่นละครไปถึงไหน (ข้อมูลเบื้องต้นมีว่า เจ้าอาวาสนั้นเป็นศิษย์สายหลวงปู่มั่นด้วยสิ) สุดท้าย เขาก็ให้คนมาคุยกับผมว่า บวชพราหมณ์ให้ไม่ได้, ปฏิบัติก็ไม่ได้ ให้เป็นคนงานช่วยทำงานที่นี่ไป ก็แล้วกัน (อ้อ เราเลยเข้าใจแล้วว่าไอ้โล้นนี่ มันต้องการอะไร ที่ไหนได้ มันหลอกคนเอาไปเป็นขี้ข้านี่เอง) เมื่อผมรู้ใส้รู้พุงมันหมดแล้ว ก็เลยลาบาย กลับบ้าน แต่คุณรู้ไหม ทุกคนในที่นั้น เชื่อเจ้าอาวาสหมด ทั้งๆ ที่เห็นชัดๆ ว่าผมก็พูดคุยกับพวกเขาได้ปกติ ไม่ได้บ้า?


ต่อมา หลังผมบวชเณรแล้ว ก็เลยให้สามเณรคู่หูลองเพ่งดูว่า "กายทิพย์ข้างใน" ของเจ้าอาวาสคนนี้เป็นอะไร ปรากฏว่าเป็น "อสูร" ครับ มีของทิพย์เป็น "ดาบวงจันทร์" อยู่ใต้ลิ้น (ของทิพย์จะย่อขนาดได้) เวลาเจรจาก็จะใช้ของทิพย์นี้ เช่นงานคนอื่น จนทุกคนต้องยอมจำนนต่อมัน สามเณรคู่หูใช้กายทิพย์อวโลกิเตศวรไปดู แล้วกายนั้นก็ทำกิจเลย คือ ตัดแขนทิพย์เขาไปข้างหนึ่ง (ถ้าจำไม่ผิด อสูรตนนี้จะมีสี่แขน) แล้วดึงเอาดาบวงจันทร์ออก แล้วไม่จบเท่านั้น พรรคพวกมันมีมากครับ เป็น "ฤษี" ที่อยู่ในป่าแถวนั้น ออกมามากมาย จะมารุมเรา เราก็เลย เอ้า ถอยก่อน ปล่อยเขาไปตามธรรมชาติของเขา ยังไม่ถึงเวลาที่เขาจะพ้นจากสิ่งที่เขายึดมั่นอยู่ ก็ปล่อยเขาไปครับ เรื่องราวของ "อสูรในร่างพระ" ก็เลยต้องจบลงเพียงเท่านี้ ...