ดาบเพชรที่สามชายแดนใต้

เรื่องนี้เกิดในช่วงผมบวชเป็นสามเณร และยังมีสามเณรคู่หูคอยช่วยอยู่ เรื่องเกิดตอนที่ผมใช้กายทิพย์ "นารายณ์" ไปกวาดล้างมนต์ดำแถวทางใต้ แต่แล้วก็ทำไปได้แค่บางส่วน ก็เจอตอ จนเรื่องลุกลามไปถึงขั้น "อสูรทารุณ" ตั้งกองทัพผีมาเล่นงานเราเลย ในช่วงนั้นเอง ที่เรากำลังจะกวาดล้างมนต์ดำ แล้วยังทำได้ไม่หมด เราก็เจอ "ตอเบ่อเร่อ" เลย มันคือ "ดาบเพชร" ครับ ผมเคยเอ่ยถึง ดาบเพชรมาบ่อยๆ แต่จะอธิบายให้เข้าใจมากขึ้น อย่างนี้ครับ ดาบเพชรเป็นดาบทิพย์ ที่มีความแข็งแกร่งมากเทียบได้เหมือนเพชร ของโลกมนุษย์ ซึ่งดาบหรืออาวุธทิพย์อื่นๆ ที่ต่ำกว่าชั้นเพชร ไม่อาจต่อกรได้ เช่น ดาบทอง, ดาบเงิบ, ดาบเหล็กไหล ฯลฯ ไม่แข็งแกร่งเท่า ไม่อาจเทียบเทียมได้ครับ ถามว่า มันจะอยู่กับใคร มันก็จรย้ายไปได้เรื่อยๆ ครับ แต่มันถูกดูแลโดยภาคมืด คือ "ซาตานมัจจุราชมาร" ตนหนึ่ง ซาตานจะให้ดาบเพชรแก่คนที่เขาเลือก เพื่อที่จะหลอกใช้, บงการ, ควบคุม ให้คนที่ได้ดาบเพชรนั้นตกอยู่ใต้อำนาจของเขา และกลายเป็นเครื่องมือของเขาอีกที โดยซาตานมััจจุราชมาร มีวัตถุประสงค์หลักคือ "การทำลายล้างระบอบของซาตานลูซิเฟอร์" ครับ (ซาตานเหมือนกัน แต่ไม่ถูกกันนะครับ) ดังนั้น คนที่ถูกซาตานตนนี้ครอบงำ จึงมีความคิดฝังหัวว่า "จะต้องทำลายล้างระบบ, ระบอบ" ก็ดี, จะต้อง "ตัดแบ่งดินแดน" ออกไป ก็ดีครับ ซึ่งถ้าเราจะบำเพ็ญบารมีจนได้ดาบเพชรนี้ได้ เราจะต้องมี "พลังอำนาจจิตในการตัดและฟัน" ที่เหนือชั้นกว่าคนก่อนด้วยครับ และเมื่อใดที่เจ้าของเก่าเสียของไปแล้ว เขาก็จะถูกฆ่าตายได้ง่ายๆ ครับ (มักถูกฆ่าจากการถูกฟัน เรียกว่า ของเข้าตัวครับ) ถามว่า ทำอย่างไรจึงมีอำนาจจิตในการตัดและฟันขนาดนั้นได้ ก็อย่างเช่น ตัดขาดจากสังคม, คนทุกคน, ตัดญาติขาดมิตร, อยู่คนเดียวได้ ไม่เอาใครเลย, ตัดใจจากทุกอย่าง, มีกามกับผู้หญิงแล้วตัดใจทิ้งไปเลย (ต้องมีมากๆ มีเรื่อยๆ กำลังจิตก็จะดำมืดมากขึ้นครับ) ฯลฯ นั่นแหละ แล้วก็จะหายไปจากผู้คน, สังคม ไปเลย เรียกว่า เกี่ยวข้องสัมพันธ์กับใคร ก็ตัดทิ้งไปได้ทั้งหมดนะครับ


และเพราะว่าผมไม่ได้บำเพ็ญถึงขั้นนั้น ผมจึงไม่อาจเอาดาบเพชรที่อยู่ที่สามชายแดนใต้มาได้ พลังแห่งการแบ่งแยกดินแดนก็ยังคงอยู่ที่นั่นครับ แต่ในช่วงย้อนหลังไปเมื่อประมาณ ๕ ปีที่แล้วที่ผมเคลียร์พลังมนต์ดำไปบางส่วน มันก็ลดทอนอำนาจของฝ่ายนั้นได้เพียงเล็กน้อยเท่านั้น ยังไม่อาจตัดรากถอนโคน ด้วยเรายังจัดการดาบเพชรนั้นไม่ได้ นั่นเอง ครั้งหนึ่ง ผมถึงขนาดลองไปขอยืม "ดาบน้ำแข็ง" ของท่านท้าวมหาราชแห่งสวรรค์ชั้นที่สามมา ลองงััดข้อกับดาบเพชรเล่มนั้นดูแล้ว แ่ต่ก็ไม่อาจทำอะไรมันได้ครับ สุดท้าย จึงต้องยอมปล่อยวางไป แต่เรื่องไม่จบง่ายๆ อสูรทารุณตามมาเล่นงานผมอีก เรื่องก็เลยเกิดในแบบที่ผมเคยเล่าให้ฟังมาแล้ว (เกือบเอาตัวไม่รอด เลยไม่ค่อยอยากจะยุ่งกับเรื่องของใครแล้วครับ) จบ!



 

อดีตชาติที่เป็นฤษี

เรื่องนี้เกิดขึ้นช่วงที่ผมบวชเป็นเณรและสามเณรคู่หูได้ตาทิพย์, หูทิพย์แล้ว ต่อมาก็เริ่มเพ่งดูภายในให้ผมได้ เขาจึงทดสอบเพ่งเข้ามาดูในกายของผู้อื่น โดยเพ่งดูผมเป็นคนแรก เมื่อเขาเห็นกายทิพย์หนึ่งของผมเป็นฤษี จึงได้เพ่งสู่กลางกายก็เห็น "ดวงแก้วประจำักายทิพย์นั้นๆ" เมื่อเพ่งเข้าไปในดวงแก้ว ก็เห็นเรื่องราวบันทึกอดีตชาตินั้น สามเณรได้เล่าให้ฟังโดยตลอดว่าขณะเพ่งนั้น ได้เห็นอะไรบ้าง ดังนี้


ในอดีตชาตินั้นผมเป็นคนที่สูญเสียทุกอย่าง (เรื่องราวก่อนหน้านี้ ไม่มี มองไม่เห็นครับ) จนมีสภาพคล้ายขอทาน ส่วน "อาจารย์คนปัจจุบัน" ของผม เป็นฤษีที่เก่งมากแต่ไม่ยอมรับใครง่ายๆ และไม่ยอมถ่ายทอดวิชาให้ใครง่ายๆ ในช่วงที่ผมยากลำบากนั้นเอง ฤษีผู้เป็นอาจารย์ ก็ได้ให้การช่วยเหลือ ผมจึงได้อยู่อาศัยกับท่าน ไม่คิดที่จะเอาวิชาความรู้อะไร เพียงได้อยู่กินไปวันๆ เท่านั้น จึงได้ปรนนิบัติรับใช้ฤษีนั้นแทนคุณ      ต่อมา ฤษีไม่มีผู้สืบทอดวิชา, ไม่มีลูก วันหนึ่งก็ให้ผมบวชเป็นฤษี (ในชาติปัจจุบันผมซึ่งกำลังลำบากแล้วเกือบเป็นขอทาน ก็มีอาจารย์ท่านนี้มาบอกให้บวชพระครับ) ซึ่งนับว่าเป็นการผิดจารีต เพราะผมไม่ใช่คนที่เกิดมาในตระกูลพราหมณ์ นั่นเอง แต่ก็ทำตามอาจารย์บอก เพราะไม่ได้คิดอะไร และไม่ได้รู้อะไรมาก ต่อมา เมื่อเล่าเรียนวิชาสำเร็จ ไม่นานฤษีก็ตายลงผมจึงได้นำศพท่านไปฝัง ต่อมา ก็มีคนมาขอเรียนวิชากับผมๆ ก็คิดว่าให้เขาไป ไม่ได้หวง เพราะตอนได้มาอาจารย์ก็ให้มาฟรีๆ ทว่า ผลไม่เป็นเช่นนั้น เพราะผู้ที่มาเรียนด้วยกลับคิดร้าย แล้วเผากุฏิฤษีนั้นเพื่อขู่เอาวิชาบางอย่าง ผมก็หนีไปทั้งโดนธนูเสียบทะลุรักแร้จากขวาไปซ้าย ใกล้ตายแต่ฝืนใจทนไว้อยู่ในถ้ำแห่งหนึ่ง เมื่อ "สามเณร" รูปนี้ ในอดีตชาติ ได้เข้ามาพบก็ได้ถ่ายทอดวิชาต่างๆ ให้ ทั้งบอกให้ปราบศิษย์คนนั้นด้วย ทว่า ไม่ทันที่สามเณรจะได้ปราบศิษย์ผู้นั้น ก็ถูกเสือกัดตายไปเสียก่อน  ผลบุญบารมีที่ได้บำเพ็ญร่วมกันนั้นคงทำให้ผมและสามเณร ได้ไปเกิดเป็นพ่อลูกกันในสวรรค์พรหมโลก (ซึ่งเป็นอดีตชาติไหนไม่ทราบนานมาแล้วครับ) ผมก็ได้แ่ต่คิดแต่ไม่ไ่ด้บอกกับสามเณรรูปนั้น เอาเป็นว่านี่คือ สิ่งที่ผมได้มาจากการที่สามเณรใช้การเพ่งดูดวงแก้วประจำกายแล้วก็เห็นอดีตชาติบางชาติ มาเ่ล่าให้ัฟังครับ ซึ่งผมก็เทียบกับชาติปัจจุบันด้วยว่ามีส่วนสอดคล้องกันหรือไม่ ผลก็ออกมาว่าสอดคล้องกันหลายประการทีเดียว (แต่ผมไม่ได้เล่าเรื่องปัจจุบันให้สามเณรทราบนะครับ) จบ!



 

สามเณรเคยเป็นบุตรบนสวรรค์ในบางอดีตชาติ?

เรื่องนี้เกิดขึ้นช่วงที่ผมบวชเณรนั่นแหละ สามเณรคู่หูกำลังฝึกทั้งธรรมกาย (ตามแนวทางของผม ที่อาศัยแนวทางของหลวงพ่อสดเป็นพื้นฐาน) และมโนมยิทธิ (ตามแนวทางของผม ที่อาศัยหลวงพ่อฤษีลิงดำเป็นพื้นฐาน) ในช่วงที่ตาทิพย์ของสามเณรเริ่มเปิด (คนอายุประมาณ ๗ - ๒๐ ปี เหมาะสมจะฝึกตาทิพย์ คนที่อายุมากๆ เสียพรหมจรรย์แล้ว หรือมีกรรมตัดรอนมาก มักมีปัญหาเวลาฝึกตาทิพย์) เราก็เริ่มฝึกฤทธิ์ทางใจกันมาก ซึ่งฤทธิ์ทางใจของเรา ไม่ได้หมายความเพียงแต่การถอดกายทิพย์ คำว่า ฤทธิ์ทางใจของเราคือ "ใจมีฤทธิ์สั่งอะไรได้" เช่น สั่งจิตวิญญาณในกายให้ไปทำอะไรในโลกทิพย์ (ที่คนมักเข้าใจว่าคือการถอดกายทิพย์ ซึ่งพระพุทธองค์เคยตรัสห้ามพระสาวกรูปหนึ่งที่อธิบายวิญญาณว่าเหมือนกับเสื้อผ้าที่ถอดออกได้) นอกจากนี้ เรายังใช้ฤทธิ์ทางใจสั่งอย่างอื่นได้ด้วย เช่น สั่งให้ของทิพย์ของเราดึงเอาพลังเข้ามา หรือแบ่งออกเป็นสองอัน เป็นต้น นอกจากนี้ ฤทธิ์ทางใจตามแนวหลวงพ่อฤษีลิงดำ จะเชื่อมโยงกับพระอินทร์ โดยไปสวรรค์ชั้นดาวดึงส์เท่านั้น เพื่อไม่ให้เกิดปัญหาก็ไปแค่นั้น เพราะถ้าไปในที่ๆ เราไม่รู้ เราอาจพลาดและเกิดปัญหาได้ (ซึ่งผมและคู่หูเคยโดนมาแล้วทั้งคู่) แม้แต่ธรรมกายของเรา ก็มีบางส่วนที่ต่างจากของวัดธรรมกาย เช่น ของวัดธรรมกายให้เพ่งดวงแก้วเอาเป็นนิมิตร ของเราจะเข้าสมาธิปกติให้จิตสงบก่อน เมื่อนิมิตรเกิดขึ้นมาเองเป็นรูปอะไรก็แล้วแต่ ให้เข้าใจว่านี่คือ "นิมิตรยังไม่ใช่ของจริง" ก็จะเพ่งต่อไปจนทะลุทะลวงนิมิตรนั้น "ภาพทิพย์จริง" ก็จะปรากฏเป็นลำดับชั้นไป นอกจากนี้ลำดับชั้นของกายทิพย์ตามแบบฉบับของวัดธรรมกายจะไล่ไปเหมือนตามลำดับสวรรค์ แ่ต่ของเรามันไม่อาจยึดได้เลย  คือ แล้วแต่บุญกรรมทำมา ใครสร้า้งบุญบารมีมาได้กายทิพย์แบบไหนบ้าง มันก็จะเป็นเช่นนั้นเอง ไม่ใช่เป็นไปตามตำราไล่เรียงไปตามลำดับตามสวรรค์แต่ละชั้น จากกายเทวดาชั้นหนึ่งไปจนกายพรหมอะไรแบบนั้น เราไม่ได้ค้นพบแบบนั้น เราค้นพบคือ ไม่อาจยึดแล้วแต่บุญบารมีสร้างมา เท่านั้นเอง แต่เราก็ดูออก เวลาใครหลง หรือเห็นนิมิตรไม่ได้เห็นของทิพย์จริง มันมีวิธีสังเกตุนิดหนึ่ง ที่เหลือก็ใช้ญาณครับ


แล้ววันหนึ่ง สามเณรเข้าสมาธิก็เห็นภาพนิมิตร (ที่ไม่ได้คิดหรือสร้างขึ้นมันผุดออกมาเองตามธรรมชาติ)  เป็นรูปหัวช้าง เมื่อเพ่งทะลวงผ่านนิมิตรหัวช้างนั้นไป ก็เห็นรูปเหมือน "พระพิฆเนศ" เมื่อเพ่งต่อไปกลางกายพิฆเนศพบดวงแก้ว เพ่งในดวงแก้วก็เห็นอดีตชาติของสามเณรเอง จากนั้น ผมจึงแนะวิธีเพ่งดูคนอื่น ให้เขาเพ่งดูกายทิพย์ผมบ้าง แล้วเขาก็เห็น "ฤษี" ตนหนึ่ง (ฤษีตนนี้ก็คือ ตนเดียวกับตอนที่สามเณรเพ่งในกายตัวเองแล้วเห็นดอกบัว พร้อมกับมีฤษีตนหนึ่งอยู่ข้างๆ) จากนั้นเพ่งทะลวงลึกเข้าไปก็เห็นอดีตชาติของฤษีตนนั้น สุดท้าย เมื่อฤษีตนนั้นตายลงไปเกิดเป็น "พระศิวะ" และมีบุตรบนสวรรค์คือพระพิฆเนศ (ซึ่งก็คือ สามเณรนั้นเอง) ผมไม่รู้ว่าสามเณรจะเชื่อมโยงอะไรได้แค่ไหน เพราะเขาได้แ่ต่เห็นเป็นช่วงๆ แต่ไม่อาจเชื่อมโยงหรืออธิบายในสิ่งที่ตัวเองเห็นได้ (ผมจึงต้องเป็นผู้อธิบายให้เขาเข้าใจโดยตลอด ทั้งๆ ที่ตาทิพย์ผมบอดนี่แหละ เออ แปลกดี?) ผมไม่ได้บอกเรื่องอดีตชาติ ชาติหนึ่งในภพสวรรค์ว่าเป็นพ่อลูกกัน เพราะไม่เหมาะและไม่จำเป็น รู้แล้วก็เฉยๆ ทำหน้าที่ของตนเองต่อไป ก็เท่านั้นเองครับ จบ! ...



 

เทพมาถวาย "พัดทิพย์, เชือกทิพย์"

เรื่องนี้เกิดขึ้นเมื่อครั้งผมบวชเป็นสามเณรและยังมีสามเณรคู่หูคอยช่วยอยู่ ตอนนั้น ก่อนที่อสูรทารุณจะยกทัพผีมาเล่นงานเรา เราก็ได้บำเพ็ญบารมีกันยิ่งยวดใน ๗ วันนั้น แล้วยังทำ "อาวุธทิพย์" เองอีกด้วย คือ เทียนทิพย์, กระดิ่งทิพย์ เป็นต้น (วิธีการทำ ขอไม่อธิบายนะครับ ไม่เหมาะสมครับ แต่ไม่เหมือนการทำของแบบทั่วๆ ไป ที่มีการปลุกเสก, หามวลสาร, ใช้คาถา ฯลฯ เป็นวิธีแบบเฉพาะของผมเองครับ) ซึ่ง อาวุธทิพย์ที่ผมทำนี้ อานุภาพไม่รุนแรงนัก ไม่เหมือน "ห่วงทั้งสี่ของนาจา" ในครั้งที่ผมได้นำพาเขาไปดึงพลังเข้ามาเสริมกำลังห่วงทิพย์นั้น คิดว่าดีแล้ว เพราะไม่อยากใช้ของที่มีอานุภาพรุนแรง เพราะถ้ามีเหตุผิดพลาดขึ้นมา กระทบกับสวรรค์ข้างบนขึ้นมา ผมจะซวยอีก ก็เลยทำอาวุธทิพย์ที่มีพลังเพียงแต่ไม่รุนแรงเกินไปนัก คิดว่า แค่ไล่ๆ เขาไปให้พ้นก็พอแล้วไม่ได้ีคิดจะเข่นฆ่าอะไรครับ (แต่เหล่าชาวโลกทิพย์ไม่ได้คิดอย่างเรานะครับ ถ้าเขาเจออะไรที่ตรงข้ามกัน เขาเล่นงานกันทันทีแบบไม่ต้องคิดเลย ยิ่งกว่าเราที่ยังมีกฏหมาย กลัวว่าจะโดนฟ้องอะไรกัน พวกเขานี่ ไม่สนใจเลย เจอกันไม่ได้ ซัดกันทันที เหมือนเด็กนักเรียนที่มองตากันแล้ว มันเกิดความรู้สึกหมั่นใส้กันขึ้นมา ก็ซัดกันเลย แบบนั้น นั่นแหละครับ)


เมื่อผมกำลังจะทำ "เชือกทิพย์" และ "พัดทิพย์" อยู่นั้นเอง ก็มีเทพสององค์มาด้วยกัน องค์หนึ่งเรียกว่า "องค์หญิงพัดเหล็ก" ง่ายดี เข้าใจง่าย เพราะเคยเห็นในเรื่องไซอิ๋วมาแล้ว ก็เลยเรียกตามแบบอย่างนั้น อีกองค์คือ พระยายม ครับ มากันสององค์เป็นคู่ องค์หญิงพัดเหล็กนั้นมีพัดทิพย์ เป็นอาวุธคู่กายอยู่แล้ว แต่พระยายมมี "เชือกทิพย์" ครับ ซึ่งพัดเหล็กนี้ ใช้พัดไล่ศัตรูที่มากันมากๆ ไปนั่นเอง ส่วนเชือกทิพย์นั้น พระยายมท่านบอกว่า "ถ้าจับผีตัวไหนแล้ว ต้องลงนรกหมดเลยครับ" ก็เลยไม่คิดอยากจะใช้ คือ ไม่ได้อยากให้ใครตกนรกนี่ครับ ตอนถึงเวลาที่ทัพของอสูํรทารุณมา เราก็เกือบจะได้ใช้พัดเหล็กนั้นเหมือนกัน ทว่า โดนปีศาจหนู เอาฝุ่นอะไรไม่รู้ เทลงที่พัดก่อน จนพัดสิ้นฤทธิ์ ภายหลัง องค์หญิงพัดเหล็กก็กลับมา (หลังจากจบศึกคราวนั้นแล้ว) เพื่อเอาพัดเหล็กไปบำเพ็ญให้เราใหม่ แล้วเมื่อมีฤทธิ์ฟื้นคืนมาแล้ว ท่านก็ว่าจะเอามาให้เราใหม่ครับ (แปลกดี อาวุธทิพย์ของใคร คนๆ นั้นก็รู้และเข้าใจวิธีฟื้นคืนอิทธิฤทธิ์) จบ!



 

เห็นจิต เห็นวิญญาณ?

เรื่องนี้เกิดขึ้นช่วงที่ผมยังบวชเป็นเณร และมีสามเณรคู่หูคอยช่วยเหลือ ช่วงนั้น สามเณรได้ตาทิพย์ใหม่ๆ เลยให้เขาดูสิ่งที่ควรดู เป็นธรรมะก่อน นั่นคือเพ่งดูภายในกายของตัวเองเรียกว่า "ธรรมกาย" ในแบบของผมก็แล้วกัน เพราะต่างจากของวัดพระธรรมกายไปบ้างเล็กน้่อย อย่างแรก ก็ให้สามเณรเข้าสู่สมาธิ รอให้จิตนิ่งดีแล้ว ก็ค่อยๆ นึกน้อมดูภายในกายของตน สามเณรเห็น "คนๆ หนึ่งเหมือนฤษี" อยู่ข้างๆ กายทิพย์ตัวเอง ผมเลยบอกว่าอันนี้ เป็นกายทิพย์ผมเอง กำลังนำทางสามเณรอยู่ สามเณรเห็นนิมิตดอกบัวดอกหนึ่งขึ้นมาก่อน อ่ะ... ไม่เป็นไร ก็ค่อยๆ ทะลวงผ่านนิมิตรนั้นไป ก็เพ่งดูดอกบัวนั้น ผมบอกว่า "ดอกบัวยังไม่ใช่ของทิพย์จริง" เป็นเพียงนิมิตรนะ อะไรที่เป็นนิมิตรจำต้องตีความ เพราะเป็นเพียงภาพปริศนาธรรมเท่านั้น ผมจึงบอกว่าสิ่งนี้ หมายถึง "โพธิจิต" แต่เราจะดูให้ลึกต่อไป ก็พบดวงแก้วดวงหนึ่ง อ่ะ แสดงว่ามาตรงทางแล้ว (อาศัยธรรมของหลวงพ่อสดที่ท่านค้นพบเป็นพื้นฐานนะครับ ไม่ไ่ด้รู้เอง) ใช้ได้ ก็เพ่งดูให้ลึกขึ้นต่อไป จากนั้น สามเณรก็เห็นเป็นเหมือนหนัง เป็นเรื่องราวขึ้นมาเลย ผมจึงบอกว่า "นี่เป็นอดีตชาติของสามเณรนะ" ที่สามเณรสร้างบารมีมาจนได้บรรลุโพธิจิต (จำเรื่องราวที่สามเณรบอกอดีดชาติของเขาไม่ได้แล้วครับ ต้องขออภัย) จากนั้นไม่นาน ภาพก็ดับหายไป แสดงว่า "ขณะนี้ญาณหยั่งรู้อดีตของสามเณรสิ้นสุดได้เท่านี้นะ" ก็เพ่งต่อไป สามเณรก็เห็น "กายทิพย์" เหมือนคนดูงดงาม ดูดี คนหนึ่ง ผมจึงบอกว่านี่แหละ "กายทิพย์" ของสามเณร หรือวิญญาณขันธ์ นั่นแหละ สามเณรก็ฝึกไปเรื่อยๆ เพ่งลึกไปเื่รื่อยๆ จากดวงแก้วทะลุเจอกายทิพย์ เพ่งดูในกายทิพย์เจออีกหนึ่งดวงแก้ว (เออ จริงดังคำสอนของหลวงพ่อสดนะเนี่ย ถ้าไม่ได้ท่านบอกนำทางไว้ คงไม่ได้มาถึงขั้นนี้ได้) จนหมดแล้ว ทีนี้ อธิษฐานดูกายทิพย์ทั้งหมด ก็ปรากฏทั้งหมด เรียงกันมาพร้อมกันเลย (พอจิตมันรู้ทางแล้ว ต่อมา ก็ไม่ยากเลย) ก็เห็นว่าคนเรามีกายซ้อนกาย หลายกาย อยู่ภายในจริงๆ ดังคำสอนของหลวงพ่อสด และตามไตรปิฎกที่ว่า "กายในกาย" เวลาปฏิบัติสติปัฏฐานสี่ เขาให้เพ่งดู "กายในกาย" อ้อ มันเป็นอย่างนี้นี่เอง (ถ้าไม่ทำ ก็ไม่ีรู้)


ว่าแล้ว เราก็อยากเห็นสิ่งที่เรียกว่า "จิต" ดูว่า มันต่างจาก "วิญญาณ" อย่างไีร เพราะเราเคยอ่านมาพบว่า "มโนธาตุ" ก็ตัวหนึ่ง "วิญญาณธาตุ" ก็ตัวหนึ่ง คนละตัวกัน จิตก็อย่างหนึ่ง นิพพานก็อย่างหนึ่ง คนละอย่างกัน (ในปรมัตถธรรม แบ่งธรรมทั้งหลายออกเป็นสี่หมวด คือ จิต, เจตสิก, รูป และนิพพาน) แล้วเขาก็เพ่งดู เห็น "จิต" นั้น ไร้รูปร่างที่แน่นอนชัดเจน เหมือนแสงสว่างโพลงออกมา เหมือนดาวประกายแสงจ้าอย่างนั้น เราก็เข้าใจแล้วว่า "นี่คือ ดวงจิต" ที่เรียกว่าดวงจิต ยังไม่ใช่จิตแท้ๆ แต่เป็น "ผลจากจิต + รูป" ถ้าจิตไม่ผสมโรงไปกับรูปขันธ์ ก็ไม่เป็นเช่นนี้ ไม่เห็นเช่นนี้ เหมือนที่ท่านตั๊กม้อเคยบอกลูกศิษย์คนหนึ่งว่า "ถ้าเธอเห็นจิต มันจะเป็นจิตได้อย่างไร?" เพราะจิตนั้นเป็น "นาม" มิใช่ "รูป" (เมื่อพิจารณาธรรมโดยแยกเป็น รูปและนาม นั่นเอง) เหมือนฝรั่งถ้ามาศึกษาเรื่องจิต ไม่อาจเข้าใจได้ทั้งหมด ก็จะมองผ่านมุมใดมุมหนึ่ง เช่น มุมของพลังงาน ก็จะมองว่าจิตคือพลังงานรูปหนึ่ง ก็ว่ากันไป แต่ที่เข้าใจว่าจิตเป็นพลังงานนี้ ก็ยังเป็นความเข้าใจในระดับเปลือก ยังไม่ถึงแก่นแท้เสียทีเดียว แต่จะรีบสรุปว่าใช่หรือไม่ใช่ นั้น คงไม่ได้ เอาเป็นว่าใครสัมผัสพบเจอแบบไหน ก็อย่าเพิ่งหลงเชื่อทันทีในแบบที่เห็น เพราะ "รูป" มันพรางตาเราได้ แต่ก็ใช่ว่าจะผิดไปเสียทีเดียว ไม่เช่นนั้นจะไปคุยกับใครเขารู้เรื่องแม้แต่บรรพบุรุษของเราที่เขาได้พบเจอมาบ้างเหมือนกันแล้วจึงให้คำเรียกว่า "ดวงจิต" มาให้เราใช้เรียกกัน (โปรดอย่าดูถูกบรรพบุรุษ) จบ!



 

อาบน้ำทิพย์ เขาไกลาส

เรื่องนี้เกิดขึ้น เมื่อครั้งผมยังบวชเป็นเณร และมีสามเณรคู่หูคอยช่วยเหลือทางโลกทิพย์ เป็นช่วงแรกๆ หลังจากที่เขาเริ่มได้ตาทิพย์และมโนมยิทธิแล้ว เราก็ออกท่องมิติทิพย์กัน บางครั้ง ก็มีครูบาอาจารย์ทางโลกทิพย์พาไป แต่บางครั้ง เราสองคนก็ไปกันเอง เพื่อให้เขาได้เรียนรู้และเห็นทุกอย่าง จนหมดความลังเลสงสัย เขาจึงท่องสวรรค์ไล่ชั้นไป จากชั้นที่หนึ่งถึงชั้นที่หก แต่พอควร ไม่ได้ไปทุกที่ของสวรรค์ ไปเฉพาะที่จำเป็นเท่านั้น มีครั้งหนึ่ง เขาแวะไปที่สวรรค์ชั้นดุสิต แล้วไปดูสองอย่าง คือ ๑. ดอกบัว ของพระโพธิสัตว์แต่ละองค์ เบื้องบนบอกว่าเมื่อใดที่พระโพธิสัตว์มีปณิธานในการโปรดสัตว์ สำเร็จโพธิจิตก็จะเกิดดอกบัวหนึ่งดอกในสระทิพย์นั้น (พระโพธิสัตว์ที่เกิดมาเป็นคนบนโลกนะครับ) แล้วเมื่อเข้าไปเพ่งดูดอกบัวนั้น ก็จะเห็น "ปณิธาน" ที่ท่านผู้นั้นมีด้วย บางดอกก็ใหญ่มาก บางดอกก็เล็กต่างกันไป เกิดจากผลบุญบารมีทั้งสิ้น และถ้าดอกบัวดอกไหน "บาน" ก็หมายความว่าพระโพธิสัตว์องค์นั้น "บรรลุธรรม" ซึ่งก็มีทั้งตูมและบานคละเคล้ากันครับ ว่าแล้วเขาก็ไปดู "สวนท้อ" ต่อ เบื้องบนบอกว่าสวนท้อ คือ "ผล" (คนเราทำความดี, สร้างบารมี ย่อมมีทั้งดอกและผล นั่นเอง) ท่านว่าถ้าสร้างบุญบารมีเกิดผลแล้ว ก็จะบังเกิดผลเป็น "ผลท้อสวรรค์" อะไรประมาณนั้น แต่สามเณรจะดูมากเกินไปก็ไม่ควร เพราะบางอย่างเป็นความลับสวรรค์ ว่าแล้ว เมื่อท่องสวรรค์ครบหกชั้นแล้ว จึงกลับมา (ไม่มีเรื่อง ปลอดภัยกลับมาได้ ก็ดีแล้วครับ)


วันหนึ่ง เราก็ได้ไปเที่ยวที่ๆ หนึ่ง คือ "ยอดเขาไกลาส" ครับ ที่นั่นมี "พระศิวะ" มาประจำดูแลโลกอยู่ ตอนขึ้นสวรรค์ชั้น ๒ (ดาวดึงส์) ก็เจอพระพิฆเนศ ทำเอางง ตกลงยังไงกันแน่? เพื่อให้เ้ข้าใจง่ายๆ อย่างนี้ครับ  "เทพทุกองค์" จะมีที่นั่งทำงานประจำที่สวรรค์ชั้นดุสิตทั้งหมดไม่ว่าแท้แล้วท่านจะเป็นเทวดาที่มาจากชั้นใดก็ตาม เช่น พระสยามเทวาธิราชอาจเป็นพระโพธิสัตว์บนสวรรค์ชั้นดุสิตก็ได้แต่เมื่อมาทำงานที่ชั้นสอง  ท่านก็จะใช้ "นิรมาณกาย" เป็นพระสยามเทวาธิราช แล้วมาทำงานที่สวรรค์ชั้นสองได้ครับ อย่าง พระศิวะ ท่านก็สามารถไปทำงานที่สวรรค์ชั้นที่สองก็ได้ แต่ปกติ ท่านจะอยู่ประจำที่ยอดเขาไกลาสครับ เราได้ไปพบท่านแล้วจึงขอลงไปใน "สระน้ำทิพย์" ซึ่งเคยได้ยินว่าเป็นต้นกำเนิดแม่น้ำของโลกอะไรประมาณนั้น ก็เลย ไหนๆ ก็มาแล้ว เราก็เลยขอลงไปอาบน้ำในสระน้ำทิพย์เสียเลย ทั้งสองคนก็อาบทางกายทิพย์ที่ใช้ไปนั้น (ตอนนั้น ยังไม่รู้เรื่องการชำระล้างจิตวิญญาณอะไรเลย ทำไปตามความรู้สึกภายใน ก็เท่านั้นเอง) แล้วเราก็ได้ "ปลูกดอกไม้ทิพย์" ซึ่งเรานำมาจากสวรรค์ "สุขาวดีโลกธาตุ" จากวิมานของเราเอง ปลูกไว้บริเวณนั้น เพื่อเป็นสิ่งใช้ระลึกถึงมิตรภาพที่เรามีต่อกัน (ต่อพระศิวะ) ครับ คิดเองอย่างนั้น ก็ทำไป ท่านก็ไม่ได้ว่าอะไร (ก่อนเราจะมาก็ได้แวะวิมานเก่าของผมที่สุขาวดีด้วยครับ) เรื่องราวการท่องมิติทิพย์วันนี้ เล่าให้ฟังสนุกๆ เล่นๆ อย่าคิดอะไรมากครับ ไม่มีสาระอะไร ผ่านมา ผ่านไป หมดไป จบไป เท่านั้นเอง!



 

แหล่งพลังทิพย์ ที่ประเทศญี่ปุ่น

เรื่องนี้เกิดขึ้นครั้งที่ผมยังบวชเณร และมีสามเณรคู่หูคอยช่วยอยู่ ช่วงนั้น ที่ยังมี "พญานาคหนุ่ม" อยู่ที่ท่าน้ำหน้าวัด (ใต้พื้นดินลงไปในชั้นบาดาล) ช่วงนั้น เราได้หลวงพ่อโต ท่านมาโปรดและแนะนำอะไรให้เรามากมาย อย่างหนึ่งคือ เราชอบอะไรที่มันเร็ว, ลัด, สั้น, ง่าย เพราะเราเสียเวลามากับการบำเพ็ญบารมี ไม่ใช่น้อยๆ แล้ว ดังนั้น เราจึงไม่ได้ฝึกกรรมฐาน ๔๐ แบบเดิมๆ ซ้ำๆ แ่ต่เราจะฝึกแ่ค่พอผ่าน ให้เข้าใจ รู้เป็นพื้นฐานก็พอ เช่น ถ้าสามเณรยังอ่อนเรื่องสติ ก็ให้เขาฝึกจงกลม ดูว่าพอเขาผ่านได้แล้ว ก็ไม่้ต้องไปวนซ้ำๆ ทำแ้ล้วทำอีกอยู่นั่น จะเอาวสีหรืออะไร แ่ข่งกับพราหมณ์ฤษีหรือไร? ไม่ละ เราได้พื้นฐานแล้ว เราก็เลยฝึกอภิญญาเลย แล้วอาศัยการทำกิจ, บำเพ็ญบารมีนั่นแหละ เป็นตัวทำให้เกิิิดพละทั้งห้า ขึ้นมาเอง ด้วยเหตุนี้ เราจึงไม่ได้เสียเวลาไปกับการฝึกกรรมฐานนานๆ แต่เราจะทำกิจของเรานานมากกว่า และในครั้งหนึ่ง ที่เรากำลังหาวิธีโปรดสัตว์อยู่นั้น เราก็คิดได้ว่า สัตว์ทิพย์เช่น พญานาคนั้น เขาโตช้า เขาต้องโตจนมีหลายๆ เศียรแล้ว เขาจึงพร้อมเข้าสู่ธรรม ถ้าเราจะย่นระยะเวลาให้เขา ก็ต้องคิดค้นหาวิธี ก็ต้องทดลองดู อย่่างหนึ่ง ในการทดลองของเรา ที่ได้ผลคือ การให้สัตว์ทิพย์ประสานร่างมนุษย์ แล้วบำเพ็ญธรรม อันนี้ เร็วมา่ก ใช้สูตรแปลงค่าเวลาอย่างเช่น ๑ ปีทิพย์ของเขา มันเป็นพันๆ ปีมนุษย์ ใช่ไหม? และในหนึ่งช่วงชีวิตคน สมมุติว่ามีอายุ ๑๐๐ ปี แต่พญานาคอาจมีอายุ ๑,๐๐๐ ปีทิพย์ ถ้าเขามาบำเพ็ญในร่างมนุษย์ ๑ ปีละ ก็ไม่เท่ากับว่าเป็น ๑๐ ปีทิพย์พญานาคหรอกหรือ? ก็สงสัยแล้วทดลองดู ไม่ึถึง ๑ ปีหรอกครับ แค่ไม่กี่วันเอง แต่เราใช้สูตรลัด เร็ว, ลัด, สั้น, ง่าย ตลอด ซึ่งก็ได้ผลครับ แต่เสี่ยงพอดู เพราะมันมีพลาดได้เหมือนกันไอ้แบบนี้ิ (ซึ่งผมก็เคยพลาดมาแล้วครับ แต่ก็ฮึดสู้ เริ่มต้นใหม่ต่อไปได้ครับ)


มาถึงเรื่อง "สูตรลัดสั้นสำหรับพญานาคหนุ่ม" กันบ้าง ในโอกาสนั้นเอง หลวงพ่อโตได้ช่วยเรา โดยการแนะนำถึงแหล่งพลังงานอย่างหนึ่ง อยู่ที่ประเทศญี่ปุ่นครับ พวกเราก็เลยไปลองดูกัน โดยถอดกายทิพย์ไป พอไปถึงแหล่งพลังงานนั้น ก็ใช้กายทิพย์นั้น รับพลังงาน ซึ่งท่านว่านี่เป็นพลังธรรมชา่ติที่ค่อนข้างบริสุทธิ์มากครับ เราก็ฝึกบำเพ็ญ ไม่นานกายทิพย์ที่เราใช้ไป คือ กายพญานาคนั้น ก็สำเร็จจากหนึ่งเศียรเป็นเก้าเศียรได้อย่างรวดเร็ว จนได้มาอวดพญานาคหนุ่มแล้วชวนเขาไปฝึกแบบเราด้วย (ซึ่งได้เคยเล่าแล้ว) นอกจากนี้ ยังมีแหล่งพลังงานในโลกอีกมากมายครับ เช่น ช่วงที่โดนอสูรทารุณเล่นงาน เราก็ได้เทพนาจาไปกับเรา จำไม่ได้ว่าที่นั่นชื่อว่าอะไร เหมือนว่าอยู่ประมาณประเทศอินเดียหรือเนปาลอะไร ก็ไม่ทราบครับ (ลืมไปแล้ว) พอเราได้พลังตรงนั้นมา ก็เห็น "ลูกไฟ" มาตกลงมาจากฟ้าเยอะแยะเลย ก็เลยรีบออกมาเลยครับ เราก็ไม่รู้นะครับว่าการที่เราไปฝึกพลังตามแหล่งพลังแบบนี้ จะส่งผลอย่างไรต่อที่นั่นด้วยสิครับ? แต่นี่มันก็เรื่องตั้งนานมากว่า ๕ ปีแล้วนะครับ (ซึนามิญี่ปุ่นเกิดขึ้นเมื่อ ๑-๒ ปีมานี้เอง) จบ!