ทำนายยอดขาย ถูกเผ็ง!

เรื่องนี้เกิดขึ้นนานกว่า ๕ ปีแล้ว ตอนนั้นผมยังทำงานอยู่ และเริ่มทำงานบริษัทแห่งแรก เป็นงานด้านการตลาด ซึ่งต้องทำงานประสานกับฝ่ายขายด้วย งานสายนี้ ไม่เหมือนกับสายฝ่ายขาย เพราะฝ่ายขายถ้าเขาเก่ง ตัวเลข, ยอดขาย ก็ออกมาให้เห็นได้เลย แต่ถ้าเขาไม่เก่ง ยอดขายก็ตกลงมาได้ ส่วนงานด้านการตลาดนั้น บางอย่างก็ทำแล้วไม่หวังผลต่อยอดขายเลย เช่น ทำเพื่อสร้างภาพลักษณ์ให้บริษัทดูดี ก็ได้ และก็ยังมีนักการตลาดสองประเภทอยู่รวมกัน คือ นักการตลาดที่จับทางตลาดได้ ใช้สื่อเป็น และคุมงบได้ดี เขาก็จะใช้เงินไม่มากในการทำโฆษณาแล้วได้ผลจริง ส่วนนักการตลาดอีกประเภทหนึ่งคือยังจับทางตลาดไม่ได้ ใช้สื่อยังไม่มีประสิทธิภาพ และบริหารงบไม่ดี บางคนแม้ได้งบมาก แต่ทำงานการตลาดออกมาแล้วกลับไม่ได้ผลดีเท่าที่ควร ก็มี และประเภทหลังนี้เอง ก็จะกลายสภาพเป็น "นักวิชาการทางการตลาด" คือ อะไร? ก็คือ คนที่ทำตลาดจริงๆ ไม่ได้ ได้แต่ใช้เหตุผลเชิงวิชาการอธิบายเอาตัวรอดไปวันๆ ว่าที่ยอดขายตกเพราะเหตุนั้นเหตุนี้ รู้ไปหมด (รู้แล้วทำไมแก้ไม่ได้ละ?) ส่วนผมแรกๆ ดูเหมือนปกติมาก เพราะยอดขายออกมา ไม่ได้สูงขึ้นมากนักแต่ก็ไม่ได้ตกต่ำมากเรียกว่า "กลางๆ ในสายตาผู้ใหญ่" แต่เมื่อผมลาออกมาแล้ว ผมก็ทราบว่าทีมงานเกิดการเปลี่ยนแปลงมากมาย เพราะ "ยอดขายตกมาก" ครับ คือ ของแบบนี้ เรารู้ตลาดของเราดี ว่ามันเข็ญขึ้นยาก ปั้นได้ยากแค่ไหน แต่เราเข็ญมันอยู่ทุกวัน คนอื่นไม่รู้ ก็คิดว่า เออ ตลาดเราดี ลูกค้าดีเยอะเลยซื้อของจากเรามาก ที่ไหนได้ มันไม่ใช่เลย ที่ทำยอดได้นั้น ก็ด้วยงานการตลาดเราทั้งนั้น ปั้นลูกค้าเองเลย ถ้าไม่มีเราทำตรงนั้น ผลมันก็ออกมาชัดเจน คือ ยอดขายตก ที่สำคัญเดี๋ยวจากบริษัทอันดับหนึ่ง หลังผมออกมาได้ ๗ ปีมั้งครับ บริษัทก็ตกจากอันดับหนึ่งไปแล้ว


ในช่วงที่ผมทำงานอยู่นั้น ทั้งบุคลิกภาพและวิธีการทำงานของผม ออกจะดูไม่ค่อยน่าเชื่อถือเลยแม้แต่น้อย เรียกว่า "มั่วว่ะ ไม่ได้เรื่องเลย" แต่ว่าผลออกมามันก็ดีครับ มีครั้งหนึ่ง เจ้านายก็ให้ผมทำพยากรณ์ยอดขาย โดยไม่มีองค์ประกอบอะไรเสริมเลย คือ ไม่มีการทำวิจัยตลาด เอาข้อมูลเพิ่มเติมอะไรทั้งนั้น แต่ให้ฝึกใช้ "สัณชาติญาณของนักการตลาด" ครับ คือ ให้เราทำนายยอดขายในสัปดาห์หน้า ว่าน่าจะได้เท่าไร ทีนี้ ผมก็เลยไม่รู้สิ มันอนาคตนี่ ของมองไม่เห็น ได้แต่เดาอย่างเดียว งานนี้ เป็นได้หน้าแตกกันแน่ แล้วผมก็เลยทำนายไป คือ เท่ากับ ... ปรากฏว่าหัวหน้างานอีกคน ก็เล่นงานผมเลยว่า ตัวเลขต่ำไป ไม่ดีอย่างนั้นอย่างนี้ ฯลฯ คือ ใครไม่ทำ ไม่ีรู้หรอกว่าสถานการณ์ทางการตลาด เป็นอย่างไร? คู่แข่งเป็นสิบๆ รายรุมเราแค่ไหน? ทั้งกระหน่ำลดแลกแจกแถม ทุกสัปดาห์ ไม่เคยมีัสัปดาห์ไหน ที่จะไม่มีคู่แข่งสักราย ที่จะไม่ทำโปรโมชั่นเลย และถ้าเราทำแข่งบ้าง มันจะกระทบต้นทุนทันที ผมก็ถูกคุมไม่ให้เป็นนักการตลาดที่เอะอะ อะไรก็จะหยิบฉวยเอาแต่โปรโมชั่น เสียด้วยสิ ผมเลยต้องใช้วิธีอื่นเสมอๆ ซึ่งทำให้ได้รับโจทย์ที่ยากกว่านักการตลาดหลายคน (บางคนแค่พูดนิดเดียว เจ้านายอนุมัติให้ทำโปรโมชั่นเลย) ผลปรากฏว่า ยอดขายที่ผมทำนายนั้น "ออกมาตรงเป๊ะ" เลย เรียกว่า "คำไหนคำนั้น" เล่นเอา หัวหน้างานคนที่ว่าผม ไม่กล้าเข้าประชุมไปสัปดาห์หนึ่ง หายหน้าไปเลย คือ เขาอยากให้ได้ยอดเยอะ ก็เลยว่ายอดขายที่ผมทำนายมันน้อยไป ซึ่งเขาเว่อร์ เกินจริง แต่ทำไม่ได้จริง อยากได้เยอะๆ แต่ทำไม่ได้ และไม่ไ่ด้ทำอะไร เลยด้วยซ้ำ วันๆ เล่นการเมือง พูดเอาใจ เข้าข้าง เข้าทางเ้จ้านายใหญ่ไปเรื่อยๆ เอาตัวรอดไปวันๆ ก็แค่นั้นเอง คิดว่าด้วยวิธีนี้แล้วจะอยู่รอดได้ แ่ต่ขอโทษนะ ถ้าผลงานไม่ดี ทำไม่ได้จริง สุดท้ายก็ร่วงครับ



 

ตัวตนด้านมืด

เรื่องนี้เกิดขึ้นเมื่อผมอายุประมาณ ๑๒ ปี ในช่วงนั้นผมเป็นเด็กที่ค่อนข้างใสซื่อเพราะเป็นคนบ้านนอก ในวัยเพียง ๕ ถึง ๗ ขวบ ผมก็เริ่มได้กสิณแล้วโดยไม่รู้ตัว คือ ผมชอบมองธรรมชาติ เช่น ใบไม้ที่ต้องแสงแดดส่อง มันสวยดี และจิตใจก็มีสมาธิได้ด้วยเหตุนั้น แต่ไม่มีใครสอนกสิณผมทั้งนั้น นอกจากตาที่ชอบมาสอนไสยศาสตร์แบบอ้อมๆ แก่ผมตอนอายุประมาณ ๒ ถึง ๓ ขวบ เช่น ให้ผมไปแย่งเอาลูกเจี๊ยบจากแม่ไก่ คือ ฝึกให้ใจกล้า นั่นเอง บางทีก็บอกคาถาให้ผมเลย แต่ผมโง่มาก ไม่เข้าใจทั้งๆ ที่มันง่ายมาก เรื่องกสิณผมเคยเห็นเ็ป็นแสงสีต่างๆ วูบวาบแปรเปลี่ยนไปเรื่อยๆ ยามหลับตา เห็นแล้วสนุกก็แค่นั้นเอง พอโตขึ้นมามันก็หายไป แต่มันก็ส่งผลให้ผมสามารถวาดภาพได้ดี ผมแค่เพ่งมองภาพที่จะวาด จำไว้ในใจแล้วเพ่งดูกระดาษสีขาว ก็เห็นเหมือนภาพนั้นอยู่บนกระดาษไม่ต้องร่าง ก็เขียนตามได้เลย สิ่งเหล่านี้ ล้วนเป็นเอง เกิดเองทั้งสิ้น ทว่า ด้านมืดของผมก็ยังมี เมื่อผมชอบเพื่อนผู้หญิงคนหนึ่ง ในช่วงนั้น เด็กผู้ชายโตช้ากว่าเด็กผู้หญิง ทำให้ เขาสูงกว่าผม และเขาไม่ชอบผม เขาชอบแต่รุ่นพี่ เมื่อถึงวันที่ใกล้จบ จะต้องจากกัน (ประถมหก) วันหนึ่ง ผมเกิดบ้าอะไรไม่รู้ขึ้นมา เข้าไปลวนลามเขาซึ่งอยู่ในห้องกันแค่สองคน ซึ่งผมดูจริงจังมาก ในขณะที่เขายังเด็กมากไม่รู้อะไรเลยว่าถูกลวนลาม เขาถูกผมจับ, แตะเนื้อต้องตัว ก็จั๊กจี้ เลยหัวเราะและดิ้นไปมาเหมือนเด็กที่ใสซื่อไร้เดียงสา แล้วเพราะเหตุนั้นเอง ทำให้ผม "ได้สติ" ตื่นขึ้น ตกใจตัวเองว่า "ทำอะไรลงไป?" ถ้าเป็นเรื่องใหญ่ขึ้นมา หมดอนาคตแน่ ทั้งที่เป็นเด็กดีมาตลอด?


ผมรู้สึกผิดและ "ปฏิเสธตัวเองอย่างรุนแรง" คือ รับไม่ได้กับตัวตนภาคมืด สิ่งที่ตนเองเป็นอยู่นั้น แล้วมันก็ "หายไปเลย" ฉับพลัน เป็นไปได้อย่างไร? พอความรู้สึกผิดและปฏิเสธอย่างรุนแรงนั้นเกิดขึ้น ผมก็หายไปจากอาการนั้น แล้วก็ไม่มีความรู้สึกเชิงกามอะไรกับใครอีกเลย ผมใสซื่อมากจนแทบเอ๋อ วันๆ มีความสุขและผ่องใสมาก ยิ้มและหัวเราะได้ตลอดเวลา จนใครๆ ก็มองว่า "ติงต้อง" ทว่า มันทำให้สมองผมปลอดโปร่ง และเรียนได้ดีมากๆ จากเด็กที่ไม่มีใครรู้จักเลย ภายในแค่ไม่กี่ปี ผมทยานขึ้นไปจนกลายเป็นอันดับหนึ่งของจังหวัดและกำลังจะไต่ทยานขึ้นไปอีกเรื่อยๆ ซึ่งผมคิดว่าอาจเป็นผลมาจากสิ่งที่เกิดขึ้นในครั้งนั้น สิ่งที่เกิดขึ้นกับผมนี้ ถ้าไปเกิดกับพระบางรูปที่ "อยากเป็นอรหันต์" จนเนื้อเต้น ก็อาจวิ่งโร่ไปโฆษณาว่า "ฉันอรหันต์แล้ว ชาตินี้ชาติสุดท้ายแล้ว ฉันนิพพานแน่ๆ เป็นอรหันต์แล้วทำอะไรก็ไม่ผิด เพราะไม่มีเจตนา" แต่ผมไม่เป็นเช่นนั้น ยังคงใช้ชีวิตอย่างปุถุชนปกติ ผ่านชีวิตมาเรื่อยๆ สุขบ้าง, ทุกข์บ้าง (เพิ่งมาได้รับความรู้สึกทุกข์อีกครั้งตอนเริ่มเรียนมหาวิทยาลัย) จนถึงปัจจุบันนี้ แล้วก็ได้รู้จักเพื่อนในทางเน็ตฯ เขาเล่าว่าแฟนเขาถูกผีข่มขืน? แล้วก็ไปเล่าให้คนอื่นๆ ในเน็ตฟังด้วย ใครๆ รู้เข้าก็มองว่าเ็ป็นเรื่องตลกเพ้อเจ้อ แล้วก็มีช่วงหนึ่งเพื่อนในเน็ตคนนี้ ก็ทำท่าเหมือนจะสงสัยว่าผมเป็นคนทำ (ทั้งๆ ที่ผมไม่มีความรู้สึกกับผู้หญิงแล้วแท้ๆ) แล้วผมก็ไม่ได้รู้สึกอะไรกับแฟนเขาด้วย ทว่า "ตัวตนด้านมืดที่ถูกแบ่งภาคออกไป" มีจริงหรือไม่? ผมไม่ขอสรุปหรือตัดสินใดๆ ทั้งนั้น ส่วนท่านใดได้สัมผัสประสบการณ์แปลกๆ ก็คงทราบเองนะครับว่าอะไรมีจริงหรือไม่มีจริง ส่วนท่านที่ไม่เคยสัมผัสก็จะมองคนเหล่านั้นว่า "บ้า" บ้าง เพ้อเจ้อบ้าง ฯลฯ และที่ฮิตที่สุดคือ "ติดนิมิต" เอาเถอะครับ ผมไม่โทษใคร ไม่ตัดสินใครถูกใครผิดอะไร ทั้งนั้น และผมก็ไม่ทราบว่าจะทำอย่างไร ต้องให้ผมทำอย่างไรหรือครับ? ผมไม่ทราบจริงๆ ถึงแม้ว่าผมจะรู้สึกหรือสัมผัสได้ถึง "ตัวตนภาคมืด" ตัวนั้น ที่กลับมาวนเวียนใกล้ๆ ตัว และขอโทษในความผิดที่ตนได้ก่อไป พยายามจะกลับสู่ร่างสังขารเดิมใหม่ จนถึงขั้นดลจิตดลใจคนรอบตัวผมให้ทำสิ่งต่างๆ ทั้งยังหลอกให้ผมเข้าสู่ภาคมืดสารพัดวิธี อืม มันอาจเป็นการคิดมากไปเอง ปรุงแต่ง หรือ "ติดนิมิต" ก็ได้ครับ!



 

เอลฟ์ VS สูตรยาหลวงปู่ละัมัย

เรื่องนี้เกิดขึ้นตอนที่ผมเป็นฆราวาสประมาณเมื่อ ๗ หรือ ๑๐ ปีที่แล้ว จำไม่ค่อยได้ ผมได้ชวนเพื่อนออกมานอกกรุงเทพเพราะมีลางสังกรณ์ว่าจะมีระเบิด และผลก็ปรากฏว่่ามีจริงๆ (หนึ่งปีหลังปฏิวัติทักษิณ) ผมก็ไปที่วัดหลวงปู่ละมัยกับเพื่อนคนนั้น ซึ่งอยู่ที่เพชรบูรณ์มั้ง อยู่ริมเขา เขาไม่สูงมาก มีต้นมะขามหวานในจังหวัดนั้นเยอะๆ ผมไปพักด้วยเพราะไม่สามารถจะไปกลับในวันเดียวกันได้ ตอนแรกผมได้เจอกับพระลูก วัดก่อน ซึ่งมีท่านหนึ่งพยายามพูดสอนอะไรเยอะแยะไปหมดผมฟังแล้วก็รู้ว่าเขาไม่ได้รับอะไรดีๆ มาจาก  "หลวงปู่ละมัย" เลย แต่ท่านอยากพูด อยากสอน อยากอวด เราก็ต้องทนรับฟังเรื่องที่เรารู้แล้วเหล่านั้นไปนานเหลือนาน ท่านก็ไม่เคยใช้ปัญญาวิเคราะห์คนฟัง และไม่ได้มีสติตื่นขึ้นมารู้เลยว่าผมไม่ได้อยากฟัง ช่วงเย็นมีคนมาคุยกับหลวงปู่ละมัยไม่มาก แต่คุยไม่รู้เรื่อง คุยยาว คุยแบบจองเวลาไม่ให้คนอื่นเขาได้คุยบ้างเลย เขาเอาแต่อวดว่าเขาทำเหมืองพลอย แล้วให้ลูกชายโชว์แหวนให้ดู ถามหลวงปู่ว่าท่านต้องการแบบไหน เท่าไร? เนื่องจากหลวงปู่ละมัยได้รับพระธาตุมาพร้อมคำสั่งเสียให้ช่วยสร้างพระธาตุเจดีย์ ทว่า ท่านยังสร้างไม่สำเร็จทำให้ท่านต้องยืดอายุขัยมาถึงทุกวันนี้ (มีคนบอกว่าอายุท่านเลย ๑๒๐ ปีไปนานแล้ว) ทว่า การไปถามพระแบบนั้น ย่อมไม่ดีแ่น่นอน เพราะการทำบุญนั้นมันขึ้นอยู่กับเราเองว่าเราอยากจะทำอย่างไร เราก็ทำไป ส่วนท่านรับไปแล้วจะใช้อย่างไรแบบไหน ก็ขึ้นอยู่กับท่าน ท่านก็เลยไม่ตอบ ก็ได้แต่พูดว่า "เดี๋ยวนี้ใช้หนังสะติ๊กยิงได้" (หมายความว่าพลอยจริง อาจถูกขโมยด้วยการยิงหนังสะติ๊ก) ผมรอนานกว่าผู้หญิงคนนั้นจะเสร็จธุระ จึงได้คุยกับหลวงปู่ฯ (คนสมัยนี้ ยิ่งรู้ว่ามีคนรอ ก็จะยิ่งหวงโอกาสจะยิ่งไม่ให้โอกาสเราครับ ก็ดี ขันติบารมีเราจะเพิ่มขึ้น) เมื่อจึงได้รับคำแนะนำเรื่อง "ธาตุ" จากหลวงปู่แต่สิ่งที่หลวงปู่ให้เป็นเหมือนอักขระโบราณ ผมอ่านไม่ออก แถมท่านก็ไม่เฉลย แล้วท่านก็ยังบอก "สูตรยาลับในการรักษาโรคๆ หนึ่ง" ทว่า ตำรับยานี้ ต้องใช้ "ชีวิตของแมลงหายากชนิดหนึ่งครับ" ผมเลยไม่อยากบอกใครต่อ และไม่คิดที่จะให้มีการปรุงยาสูตรนี้ และคิดว่ามันต้องมีสูตรอื่นที่ไม่ใช้ีชีวิตสัตว์มาเป็นยา แล้วอยู่ๆ หลวงปู่ฯ ไม่รู้คิดอะไร ก็ให้ลูกศิษย์ไปเอากล้องโพลารอยด์ มาถ่ายภาพผมกับเพื่อน แล้วผลมันก็ออกมาน่าประหลาดใจครับ เพราะภาพที่ออกมานั้น รอบตัวผมและเพื่อนมี "ดวงขาวๆ ที่้คล้ายดวงดาวอยู่เต็มไปหมด" หลวงปู่ฯ เห็นแล้วก็เลยลองเอากล้องตัวนั้นถ่ายที่อื่นดูบ้าง ก็ปกติ ไม่มีอะไรแบบนั้นเลยครับ ทั้งที่อยู่ในบริเวณเดียวกัน เพื่อนผมก็เลยขอภาพถ่ายนั้นจากหลวงปู่ฯ ไปครับ (ไม่ใช่รูปฟองอากาศขาวๆ กลมๆ อย่างที่หลายคนเคยเห็นนะครับ มันเป็นจุดขาวสว่างเหมือนดาวครับ และที่แปลกคือ เพื่อนคนนี้เขาเชื่อเรื่องมนุษย์ต่างดาวด้วยนะครับ) ซึ่งผมเคยได้ยินว่ามีพวกเอลฟ์ตัวเล็กๆ ที่จะอยู่รอบๆ ตัวเรา เหมือนจุดแสง พวกเขาจะเข้ามาช่วยเราในการรักษาโรคหรือฟื้นสภาพร่างกายแต่ไม่ใ่ช่จะมีทุกคนครับ


ตกค่ำ เพื่อนผมนอนหลับก่อน ผมเอาเครื่องนอนมาจึงให้เพื่อนยืม ผมเลยไม่มีผ้าห่มใช้ ผมเริ่มง่วงก็เลยหลับโดยไม่มีผ้าห่้ม แล้วก็รู้สึกตัวว่ามีผ้าห่มมาคลุมตัว ผมมีสติอยู่ตลอดแม้หลับ ก็เลยตื่นขึ้นมาทันที ก็เห็นผู้หญิงคนหนึ่งค่อนข้างเ็ป็นผู้ใหญ่แล้ว รีบผุดหายไปเลย (เขาคงเอามาให้เราแต่ไม่ไ่ด้อยากให้เรารู้) ตื่นเช้ามาผมก็เลยลองไปคุยกับผู้หญิงคนนั้นดู ผมถามผู้หญิงคนนั้นว่า "รู้จัก ... ไหม" (ชื่อของแมลงหายากชนิดหนึ่งซึ่งเป็นส่วนผสมของสูตรยาลับครับ ซึ่งท่านจะให้สูตรยาอายุวัฒนะผมด้วย แต่ผมไม่เอา ไม่ไ่ด้อยากมีอายุยาวเกินไปครับ) ปรากฏว่าผู้หญิงคนนี้ รู้จักมันทั้งๆ ที่ผมเองตั้งแต่เกิดมายังไม่เคยแม้แต่จะได้ยินชื่อ แถมผู้หญิงคนนั้นยังรู้ประเภทของปรอทที่เป็นส่วนผสมหลักในการทำยาทั้งหมดของสูตรหลวงปู่อีกด้วย (โอ? ไม่มีใครได้รับรู้ข้อมูลนี้เลย แม้แต่พระในวัดนั้นๆ ท่านคุยกับผมๆ ก็รู้ว่าท่านไม่มีความรู้ในแบบนี้เลย นอกจากผู้หญิงคนนี้ ราวกับเ็ป็นศิษย์คนเดียวของหลวงปู่ฯ) สุดท้าย ผมและผู้หญิงคนนั้นเลยได้อะไรจากหลวงปู่ฯ ไปคนละแบบครับ จบ!



 

ผลปีศาจ?

เรื่องนี้เกิดขึ้นในช่วงที่ผมยังบวชเป็นสามเณรและมีสามเณรคู่หูคอยช่วยอยู่ กล่าวคือ ผมสังเกตุเห็นว่าคู่หูมีความสามารถพิเศษ ซึ่งตัวเขาเองบอกเหมือนกันว่า "สามารถดึงเอาพลังของคู่ต่อสู้มาได้ทั้งหมด" ผมก็ทดลองแล้ว เป็นเช่นนั้นจริงๆ พลังของผมก็ไหลเข้าไปในตัวเขาด้วยเนืองๆ (ภายหลังผมจึงต้องแยกไปจากเขา) ไม่ว่าจะตอนที่เขาต่อสู้ในทางทิพย์กับใคร ก็เป็นเช่นนี้เสมอ หลายต่อหลายครั้ง ผมก็เลยเริ่มได้ "สติ" ฉุกคิดขึ้นได้ คือ เขาไม่ใช่คนเลวร้ายหรือคิดร้ายอะไรกับผม แต่มีธรรมชาติบางอย่างในตัวที่คนอยู่ใกล้มีความเสี่ยงจะทำให้สูญเสียพลังภายในตลอด ก็แค่นั้นเอง แต่ทว่า สิ่งเหล่านี้ "ไม่ใช่อภิญญาในทางพุทธศาสนา" มันอาจเรียกได้ว่า "ฤทธิ์ส่วนตัว" ของเขามากกว่า ปัญหาก็คือ มันมาได้อย่างไร? ถ้ามาโดยธรรม, โดยผลบุญ ตามธรรมชาติปกติของเขา ก็ไม่ผิดอะไร เหมือนยักษ์, เทพ, มาร ฯลฯ เขาก็มีฤทธิ์ของเขาเองเป็นเอกลักษณ์ต่างกันไป ไม่เกี่ยวกับเรื่องอภิญญา ในตอนนั้น ผมไม่ทราบอะไรหรอกครับ แต่ก็ได้สติระลึกรู้ว่า "ถ้าถึงเวลา หมดวาระบุญกรรม เราก็ต้องจากกัน" เท่านั้นเอง และแล้วพอถึงวันหนึ่ง เบื้องบนก็แจ้งบอกผ่านสามเณรคู่หูมาว่า "ถึงเวลาจากกันแล้ว" (สามเณรติดผมมากผมเข้าใจ เขายังอยู่ในวัยที่ิติด  เพื่อนมาก อีกทั้งพ่อกับแม่แยกทางกัน ทำให้เขายิ่งโดดเดี่ยวแต่วันหนึ่งเขาต้องเป็นผู้ใหญ่ครับจะอยู่แบบ นี้ไปตลอด ไม่ได้) ผมได้รับสัญญาณจากเบื้องบน ผ่านการบอกโดยสามเณรเองแล้วก็เลยต้องจากไปคือ เราจะไปไล่สามเณรก็ไม่ได้จะเป็นกรรมของเรานะครับ เราต้องไปธุดงค์ ผมก็เลยไปธุดงค์ชั่วคราวครับซึ่งต่อมา สามเณรที่อยู่คนเดียว ก็ถูกแม่มารับตัวไป เขาก็สึกไปครับ ส่วนผมหมดกิจจากการโปรดสามเณร ก็บวชพระต่อ (ยังมีบุญได้เป็นพระต่ออีกหน่อย) ได้อีก ๓ ปี ก็หมดภารกิจของผมในผ้าเหลือง ก็สึกครับ


จนถึงวันนี้ ผมได้รับข้อมูลเพิ่มเติมมาเรื่อง "ฤทธิ์ที่เกิดนอกพุทธศาสนา" คือ ไม่ได้มาจากการปฏิบัติธรรม แล้วเกิดเป็นอภิญญา แต่มันเป็นอิทธิฤทธิ์อีกแบบที่อาจทำให้คนหลงคิดไปว่าตัวเองปฏิบัติได้มรรคผลในทางพุทธศาสนาเอาได้ (บางคนได้ทั้งสองอย่างทั้งอภิญญาและฤทธิ์นอกศาสนาก็มี อย่าเพิ่งด่วนสรุปไปทางใดนะครับ) อย่างหนึ่งในนั้นคือเรื่อง "ผลปีศาจ" เช่น การได้ญาณหยั่งรู้ได้ทุกสิ่งแบบสัพพัญญูญาณนี้ แม้แต่ลูซิเฟอร์ก็มี เขาก็ได้ครับ ได้มาด้วยการขโมยกินผลแอปเปิ้ลแห่งการหยั่งรู้แล้วก็ต้องกลายเป็นภาคมืด เป็นซาตานในที่สุด ส่วนสามเณรคู่หูของผมนั้น มีครั้งหนึ่งได้ิติดต่อกับจิตวิญญาณดวงหนึ่ง เขาทรงเครื่องกษัตริย์ยิ่งใหญ่อลังการมากๆ แล้วเอา "ผลไม้ทิพย์ที่มีลักษณะเหมือนทุเรียน" มาให้ สามเณรก็กินไป แล้วเขาก็มีความสามารถพิเศษแบบนั้นคือ "ดึงพลังศัตรูมาเป็นของตัวเองได้หมด" ซึ่งผมก็ไม่ทราบว่ามันเกี่ยวกันไหม? ใช่ไหม? หรือไม่ใช่เลย ก็ไม่รู้นะ ผมไม่ได้สรุปอะไร ประมวลข้อมูลมาเล่าเท่านั้นเอง ที่เหลือก็แล้วแต่ท่านที่มีความสามารถจะใช้ความสามารถในการพิจารณากันเอง ก็แล้วกันนะครับ จบ!



 

ทำนายระเบิดวันปีใหม่

เรื่องนี้เกิดขึ้นเืมื่อหลังผมลาออกจากงานแล้ว และกำลังปฏิบัติธรรมแบบฆราวาสอยู่ยังไม่ได้บวชเณร ผมได้รู้จักสถานปฏิบัติธรรมแห่งหนึ่ง ซึ่งมีเปลือกนอกปรับตามยุคสมัย แต่ก็มีแก่นแท้เนื้อธรรมอยู่ ทำให้ผมเข้าใจง่าย (เพราะผมเป็นคนยุคใหม่ ยุคที่อินเตอร์เน็ตกำลังมีใช้ พัฒนาจากดอสเป็นวินโดว์) คือ สถานที่นี้จะมีเครื่องถ่ายออร่านะครับ เป็นเครื่องมือทางวิทยาศาสตร์ที่สามารถพิสูจน์และทำให้เรามองเห็นได้ว่าสิ่งที่เีรียกว่า "ฉัพพรรณรังสี" หรือ รัศมีกายอันเป็นพลังทิพย์ นั้นมีอยู่จริงแม้ตาเนื้อเรามองไม่เห็นแต่กล้องถ่ายภาพชนิดนี้จะจับได้ ทั้งยังจับได้แม้แต่มวลพลังงานที่จรอยู่ตามอากาศ (ไม่ได้ถ่ายตัวมนุษย์) ซึ่งเรามีสัณนิฐานว่า "สิ่งนั้นน่าจะเรียกว่าผี" แต่ถ้าถ่ายรูปมนุษย์ก็จะเห็นทั้งส่วนตัวคนและส่วนที่เป็นพลังชีวิตที่มี ชื่อเรียกว่า "ออร่า" (หรือฉัพพรรณรังสี) ครับและนี่เองที่เป็น "จุดเปลี่ยน" ทำให้คนที่ไม่เชื่ออะไรง่ายๆ เช่น ผม ต้องหันกลับมามองดูว่าสิ่งที่พระพุทธเจ้าตรัส และภาพวาดที่คนมักวาดรูปรัศมีวงกลมที่บริเวณเศียรของพระพุทธเจ้านั้น "มีอยู่จริง" ผมก็เลยเข้าไปปฏิบัติที่นั่นครับ ซึ่งที่นี่จะใช้" คลื่นเสียงสั่นสะเทือน" เป็นเครื่องช่วยทำสมาธิ ผมขอบอกตามตรงว่าผมเริ่มต้นจากคนที่มีแต่ความคิดยุ่งเหยิง เยอะมากๆ และจิตไม่มีความสงบเลย แต่พอใช้่เครื่องมือชนิดนี้ "มันสุดยอดมากครับ" ผมทำสมาธิได้ง่ายขึ้น หัวสมองผม ปลอดโปร่ง โล่งสบายมากขึ้น และทำให้ความทุกข์ใจลดลง, ความเครียดลดลงได้ครับ แม้ว่ามันจะไม่ได้ด้วยตัวผมเอง ยังต้องพึ่งพาเครื่องมืออยู่แต่นี่ก็คือ "จุดเริ่มต้นที่ดี" นะครับ เพราะการเริ่มต้นของคนๆ หนึ่งในการทำสิ่งใหม่ อย่างเช่น จากที่เป็นคนที่อยู่ทางโลกสุดๆ มาสู่ทางธรรม มาทำสมาธินั้น มักยากแค่ไหน บางครั้ง คุณอาจจะไม่ทราบ บางคนทำสมาธิได้ยากมาก ทำอย่างไรก็ไม่ไหว นั่งยิ่งนานยิ่งคิดมากครับ


ผมก็ปฏิบัติไปพร้อมถ่้ายออร่าดูพัฒนาการไปด้วย จากที่ออร่า "มืดหมอง" ไม่ค่อยดีเท่าไร มันก็พัฒนาขึ้น จนถึงวันหนึ่งมันก็เป็นแสงสว่างสีขาวบริสุทธิ์ เป็นรัศมีวงกลมเต็มภาพไปเลย มองไม่เ็ห็นหน้าตัวเองเลยครับ จากนั้น ก็เริ่มเข้าถึงช่วงปีใหม่ ผมรู้จักสหายธรรมในที่นั่น อาจจะไม่ไ่ด้สนิทมากนัก แต่เราก็คุยกันได้ง่ายๆ ครับ วันหนึ่ง ผมก็เกิดลางสังหรณ์อย่างรุนแรงขึ้นมาว่า "จะมีระเบิดในกรุงเทพฯ วันปีใหม่ ตอนเค้าท์ดาวน์พอเลย" ก็เลยลองเสี่ยงบ้า บอกสหายธรรมท่านนั้นไป บอกเขาว่า "ไปเที่ยวต่่างจังหวัดสิ ก็ออกมาจากกรุงเทพฯ ก่อนเวลานั้น" แล้วเขาก็ทำตาม คือ เขามีโปรแกรมไปวัด ไปปฏิบัติธรรมช่วงเข้าปีใหม่ในปีนั้นอยู่พอดี เขาก็เลยชวนผมไปด้วยครับ แล้วช่วงที่เข้าสู่ปีใหม่ปีนั้น (ผ่านมา ๗ หรือ ๑๐ ปีแล้วมังครับ?) ก็เกิดระเบิดจริงๆ รู้สึกว่าจะ ๗ หรือ ๙ จุดนะ แต่ไม่รุนแรง แถวๆ ป้ายรถเมล์ก็มีมั้งครับ เขาก็ตามดูข่าวอยู่พอดีครับ ก็เลย "อั๊ยย่ะ" อารายวะเนี่ย ระเบิดตรงวัน, ตรงเวลาเป๊ะเลย ผมเลยเริ่มเอะใจ ท่าจะไม่ีดีละ เราไม่อยากยุ่ง ไม่อยากวนอยู่กับอะไรแบบนี้ รีบหาทางเอาตัวออกมาจาก "วังวนของคำพยากรณ์โลกแตก" ซะก่อนที่มันจะดึงเราเข้าไปเป็นส่วนหนึ่งของมัน ผมไม่รู้ละว่าลางสังหรณ์ที่ถูกต้องตรงขนาดนั้น มันมาได้อย่างไร? เกิดขึ้นได้อย่างไร? แต่ผมเกิดได้สติขึ้นมาว่า "เราไม่ควรเข้าไปสู่วังวนนี้" ก็เท่านั้นเอง ต่อมา ผมก็เลย ไม่อยากไปยุ่งเกี่ยวกับการให้คำทำนายอะไรมากเกินไปนักก็ไม่ค่อยทำนายทายทักใครครับ จบ!



 

เจ้าแม่กวนอิมบนโลกมนุษย์

เรื่องนี้เกิดขึ้นก่อนผมจะบวชเณรปีหนึ่งเป็นช่วงเวลาที่ผมกำลังปฏิบัติในผ้าขาวตามสำนักปฏิบัติต่างๆ ซึ่งตอนนั้นผมยังอยู่ต่างจังหวัด คือ ที่ชลบุรี ยังไม่ได้กลับบ้าน ผมได้ไปปฏิบัติสมาธิตามแนวทางของท่านหนึ่งซึ่งเป็นฆราวาสหญิง จากเดิมที่เป็นคนนั่งสมาธิไม่เป็นเลย และนั่งได้ไม่นาน ผมก็นั่งได้นานขึ้นและเริ่มเพลิน ติดใจการนั่งสมาธิ ซึ่งในการปฏิบัตินี้ค่อนข้างเคร่งครัด เช่น ห้ามไม่ให้พูดกันเลย เพราะอาจจะรบกวนท่านอื่นๆ เนื้อหาในการปฏิบัติก็เป็นไปตามมาตรฐานการปฏิบัติปกติ คือ นั่งสมาธิสลับกับการเดินจงกลม ยังไม่มีการวิปัสสนา เมื่อนั่งสมาธิแล้วมีอาการอย่างไรบ้าง ก็จะมีการ "สอบอารมณ์" ก็จะมีผู้ที่มาช่วยคุยกับเราให้ว่าเราเ้ข้าทางบ้างหรือยัง? อะไรทำนองนั้น ผมก็ปฏิบัติไป เหนื่อยล้าไปบ้าง ได้บ้าง ไม่ได้บ้าง ก็ทำไป ไม่ใช่ว่าจะสมบูรณ์แบบไปทุกอย่างตามที่เขาให้ฝึกหรอกนะครับ เหมือนคนทั่วไปครับ แต่ไม่ใช่ว่าจะทำไม่ได้เลย หรือทำได้ทุกอย่าง ก็หาไม่ สถานที่ปฏิบัติก็คือ "วัดเขาพุทธโคดม" บนยอดเขามองลงมาก็เห็นทะเลด้วย บรรยากาศดี สงบดีทีเดียว และเขาปฏิบัติกันมายาวนานหลายต่อหลายรุ่นแล้ว เมื่อถึงวันสอบอารมณ์ ผมก็ถูกแบ่งกลุ่มไปฟังหลวงพ่อรูปหนึ่ง แต่ผมเฉยๆ ไม่รู้สึกพิเศษอะไรกับท่านนี้ ที่รู้สึกพิเศษคือ "อาจารย์หญิงท่านหนึ่ง" ซึ่งเป็นฆราวาสมาช่วยสอบอารมณ์ให้อีกกลุ่มหนึ่งครับ อาจารย์ไม่ได้คุยในอาคารเหมือนกลุ่มผม แต่ชวนกลุ่มนักปฏิบัติไปคุยที่เชิงเขา นั่งกันอยู่นานกว่ากลุ่มของผม


เมื่อผมเสร็จธุระในกลุ่มของผมแล้ว จึงเลียบๆ เคียงๆ ไปดูกลุ่มอื่นบ้าง ก็เห็นกลุ่มของอาจารย์หญิงท่านนี้ แต่ที่แปลกและตกใจอย่างแรกคือผมรู้สึกเหมือนเห็นแสงสว่างคล้ายประกายเพชรส่องออกมาจากดวงตาของอาจารย์หญิงท่านนี้ (โดยไม่ได้หลับตาเพ่งดูนะครับ) ทั้งๆ ที่มันก็ไม่ได้มีอะไร แต่ผมเหมือนเห็นจริงๆ ก็งงสิครับ? เอ ผมเห็นอะไรน่ะ? ผมเห็นจริงหรือเปล่า? ก็เลยเผลอมองตาอาจารย์ คือ มองว่ามันใช่อย่างที่ผมเห็นจริงๆ หรือเปล่า มองอยู่นั่นแหละครับ แล้วอาจารย์หญิงท่านก็มีลักษณะดี ไม่ถึงกับนางงามอะไร ขนาดนั้นแต่ก็มีลักษณะที่ดี (หน้าตาดีครับ) เหมือนคนมีบุญบารมี นั่นแหละครับ นอกจากนี้ ผมยังรู้สึกได้ถึง "ความร่มรื่นชุ่มเย็น" รอบกายของอาจาีรย์ท่านนี้ ในหัวผมก็มีข้อมูลผุดขึ้นมาว่า "รัศมีสองเมตร" ซะงั้น คือ รอบๆ กายของอาจารย์ท่านนี้ จะมีพลังสงบเย็น ทำให้คนที่อยู่รอบๆ รัศมีสองเมตรสัมผัสได้และมีความอยากคุยอยากอยู่ใกล้ชิด แต่ผมไม่ได้คิดอะไรเกินเลยนะครับ เพียงแต่สงสัยในสิ่งที่เห็นและสัมผัสได้เท่านั้นว่าผมเห็นจริงหรือเปล่า? หรือว่าแค่ตาฝาดไป ในที่สุด ผมก็เลยเดินเข้าไปฟังเลยครับ ง่ายดี ไม่ต้องคิดมาก ในกลุ่มกำลังคุยกันเรื่องประสบการณ์ในการปฏิบัติอยู่แต่ผมไม่ได้ทราบประวัติอาจารย์ท่านนี้ จู่ๆ ผมก็ดันถามไปว่า "ตอนที่อาจารย์ไปธุดงค์ เป็นอย่างไรบ้าง?" ท่านก็ตอบมาว่าเป็นอย่างไร พร้อมทั้งเล่าประสบการณ์ให้ฟังคือ อาจารย์เคยบวชและไปธุดงค์เดี่ยวด้วย ทั้งๆ ที่เป็นผู้หญิง และก็อาจารย์ปฏิบัติจนถึงขั้นเห็นกายของตัวเองกลายเป็นดินแล้วสลายไป (เหมือนหลวงพ่อพุธ) ขณะที่กำลังทำสมาธินั้นแต่คุณเอะใจอะไรบ้างไหมว่า "แล้วผมรู้ได้อย่างไรว่าอาจารย์ท่่านนี้เคยธุดงค์ถึงได้ถามว่าในตอนที่อาจารย์ธุดงค์นั้นเป็นอย่างไรบ้าง?" เพราะก่อนหน้านี้ ผมไม่ได้เข้ามาฟังและไม่เคยทราบประวัติของอาจารย์เลย แล้วผมไปเอาข้อมูลเรื่องอาจารย์ท่านนี้ธุดงค์มาจากไหน เออ ตอนนั้นผมก็งงตัวเองแต่ก็ไม่มีใครสังเกตและไม่มีใครสักคนเอะใจว่า "อ้าว แล้วไอ้หมอนี่มันรู้ได้ไงละว่าอาจารย์เคยธุดงค์?" นั่นหละ ผมเคยผ่านประสบการณ์แบบนี้บ่อยๆ ผมรู้อยู่คนเดียว คนอื่นเขาไม่ได้มารู้กับผมด้วยหรอก เราก็คุยกันไม่ต่างจากคนทั่วๆ ไป เท่านั้นเอง ผมเลยรู้สึกว่าอาจารย์หญิงท่่านนี้ มีลักษณะคล้ายเจ้าแม่กวนอิม ก็แค่นั้น




 

พระพุทธเจ้าแสดงปาฏิหาริย์

เรื่องนี้เกิดขึ้นเมื่อครั้งที่ผมบวชเป็นสามเณรและมีสามเณรคู่หูคอยช่วยเหลืออยู่ หลังจากที่หลวงปู่เทพโลกอุดรมาโปรดและจากไปแล้ว เราก็ยังบำเพ็ญธรรมต่อไป แน่วแน่ ไม่ได้คิดที่จะรีบนิพพาน ทั้งนี้ ผมเคยได้อ่านเรื่องราวของหลวงปู่มั่น ที่ได้รับการโปรดจากพระพุทธเจ้าโดนเสด็จทางให้เห็นทางมิติทิพย์ และอาจารย์ท่านหนึ่งของผม ก็เคยได้รับการโปรดจากพระพุทธเจ้าเช่นกัน แต่ท่านไม่ได้เห็นด้วยตาทิพย์ ท่านท้าทายพระพุทธเจ้าเลยว่า "ถ้าท่านมีจริง ให้มาโปรด เพราะวันนั้น ท่านพร้อมแล้ว" แล้วท่านก็เข้าสมาธิ ในวันนั้นเองท่านก็ได้สิ่งที่ท่านสงสัยและสำเร็จธรรมในที่สุด เหมือนกับพระพุทธเจ้ายังทรงทำกิจอยู่และโปรดสัตว์ได้ ไม่เกี่ยวว่าท่านจะดับขันธปรินิพพานไปแล้ว? และไม่ใช่ว่าท่านดับขันธปรินิพพานแล้วจะหายสูญไปหรือไม่สามารถทำกิจได้ ก็หาไม่ เรื่องราวการโปรดสัตว์ของพระพุทธเจ้า ก็ยังมีเล่ากันต่อมาหลังจากท่านดับขันธปรินิพพานไปแล้วอีกมากมาย ในขณะที่ใครหลายคนมักคิดว่า "นิพพานนั้น หมายถึง หายสูญ, ดับสิ้นไป, ไม่มีอะไรอีก, ว่างหมด" ก็เลยทึกทักเอาว่าพระพุทธเจ้าที่ดับขันธปรินิพพานแล้วนั้น จะต้องดับสูญไป, สิ้นไป, ว่างไป ฯลฯ ไม่มีอีก และไม่สามารถมาโปรดสัตว์ได้อีก อะไรแบบนั้น ซึ่งผมมองว่าเป็นความเข้าใจผิด ตั้งแต่ต้นในเรื่องนิพพาน จนทำให้เข้าใจผิดในสภาวะของผู้ที่นิพพาน


และแล้วผมและสามเณรคู่หู ก็ได้พบกับปาฏิหาริย์ของพระพุทธเจ้าด้วยตัวเราเอง โดยตาเปล่า ไม่ต้องมีตาทิพย์ก็เห็นได้ โดยวันนั้น ผมกำลังจะออกบิณฑบาตรในช่วงเวลาเช้าตรู่ก่อนพระอาทิตย์จะขึ้นนั้น ผมก็ออกมารอคณะฯ ก่อนที่จะแยกแยะไปตามแต่ละเส้นทางบิณฑบาตรนั้นเองพระอาทิตย์ค่อยๆ ขึ้นทางเดิม ในขณะที่ฟากฟ้าฝั่งตะวันตกก็มี "พระอาทิตย์สีขาวบริสุทธิ์" ขึ้นเช่นกัน เป็นสิ่งที่คล้ายพระจันทร์แต่ไม่ใช่ เพราะไม่มีรูปลวดลายกระต่าย อีกทั้งยังดวงโตมากๆ และลอยลงลับไปเร็วกว่าดวงจันทร์ที่ผมเคยเห็นนั้น มาก ดูแล้วไม่น่าจะใช่ดวงจันทร์จริงๆ แต่มีลักษณะคล้ายดวงจันทร์เพราะสีออกขาวบริสุทธิ์นวลตา เวลานั้นผมจึงบอกให้สามเณรมาดู และมีชายอีกคนหนึ่งที่ผ่านมาพอดี เขาก็เข้ามาดูด้วย (เป็นพยานในการรู้เห็น) ภายหลังเขาก็ไปเล่าให้ชาวบ้านฟังว่าเห็นสิ่งนี้ใหญ่เท่าๆ กระด้ง แต่ไม่มีใครสนใจ และไม่มีใครเชื่อ เพราะไม่มีเรื่องตัวเลขหวยอะไรประมาณนั้นมังครับ ผมก็เลยขอให้สามเณรสื่อสารทางทิพย์ ถามดูว่านี่คืออะไร? ก็ทราบว่าเป็นปาฏิหาริย์ของพระพุทธเจ้าทรงแสดงให้เราเห็นเป็น "ปริศนาธรรม" ผมก็ยังตีไม่ออก ก็เลยให้สามเณรช่วยลองไปถาม "พระกษิติครรภ์" ที่อยู่เบื้องล่าง ท่านก็กลับบอกว่า "อย่างที่ท่านคิดนั่นแหละ" (อ้าว ยังไง? งง) คือ ผมกำลังสงสัยว่าปริศนาธรรมนี้ หมายถึง สิ่งสองสิ่ง ๑. พระอาทิตย์ ก็อุปมาเหมือนผู้นำทางโลก ๒. พระจันทร์ ก็อุปมาเหมือนผู้นำทางธรรม อะไรประมาณนั้น ขึ้นในทางตรงกันข้าม ก็เหมือนทางเดินสองทางที่อยู่ตรงข้ามกัน ให้เลือกเอาว่าจะเดินทางไหน อะไรแบบนั้น ทว่า ผมก็ไม่รู้ว่าอย่างที่ผมคิดหรือสงสัยนี้ มันถูกหรือเปล่า ก็เลยยังไม่ได้สรุปอะไร ก็เลยจบลงเท่านี้่ครับ จบ!