สุสานฤษี : ผจญภัยป่าหิมพานต์

เรื่องนี้ขอให้ท่านผู้อ่านใช้วิจารณญาณอย่างสูงนะครับ เพราะเ็ป็นเรื่องที่พิสูจน์ไม่ได้ มองไม่เห็นด้วยตาเปล่า เอาละ มันเป็นเรื่องที่เกิดขึ้นเมื่อครั้งผมยังบวชเป็นสามเณรอยู่ (ประมาณปี 2551) ผมได้ให้ความช่วยเหลือสามเณรอีกรูปหนึ่งไว้ เพราะเขาเป็นคนต่างถิ่น ไร้ญาติขาดมิตร และแม่เพิ่งหย่ากับสามี ทำให้เขาถูกนำมาบวชเป็นสามเณร (ครอบครัวคงยังไม่ลงตัวน่ะครับ) มีคนมากมายชอบใส่ร้ายเขา โอเค ผมไม่ได้คิดว่าใครโกหก แต่เรื่องบางเรื่องมันไม่ใช่โทษหนัก เช่น สามเณรดื้อ, ซน, สกปรก ฯลฯ แหม มันก็ธรรมดาของเด็กละครับ (เขาอายุ ๑๔ ปีได้ครับในตอนนั้น) ถูกแกล้ง โดนคนรุมครับ ถึงขนาดไม่มีกุฏิจะอยู่แล้ว (น่าสงสารเนอะ) ผมบวชเณรแล้วก็เลยให้เขามาพักด้วยกันในกุฏิครับ แล้วก็ถือโอกาสนั้นอบรมสามเณรดู เพื่อให้เขาได้อะไรติดตัวไปบ้าง เพราะเขามาจากต่างถิ่นแดนไกลและตัวคนเดียวด้วย จากนั้น เราก็เลยให้เขาลองฝึกกรรมฐานต่างๆ ครับ ผมเริ่มต้นจากดูสามเณรก่อนว่าเขาอ่อนตรงไหน? พอไปได้ตรงไหน? ดูแล้ว สติยังอ่อนกำัลัง แต่สมาํืธิและปัญญาใช้ได้เลยละ ก็เลยให้เขาเดินจงกลม พอเริ่มใช้ได้แล้วก็เริ่มเข้ากรรมฐานที่ยากขึ้น แรกๆ ก็กสิณเพ่งทางใน แรกๆ แกก็ไม่ได้อะไีรหรอก ต่อมาเริ่มฝัน เราก็ไม่ได้ตื่นเต้นอะไร ต่อมา แกเริ่มนั่งแล้วเห็นลางๆ แต่ไม่รู้ว่าเป็นอะไร ไม่ชัดเจน ก็เลยฝึกต่อไป จนเริ่มชัดขึ้นแล้ว (ปกติ คนอายุไม่มากและยังไม่เคยมีกามจะฝึกง่ายนะครับ แก่มากๆ เข้า มันมีอะไรปนเยอะครับ) ในที่สุดก็เปิดตาทิพย์ได้สมบูรณ์ จากนั้น ผมก็เลยประสานงานกันดึงเขาทำงานในโลกทิพย์เสียเลย ด้วยผมมีกรรมทำให้ "ตาทิพย์บอด" ตอนเขาได้ตาทิพย์แล้ว ผมก็ให้เขาช่วยครับ ทั้งถอดกายทิพย์ซ้อนเข้าในกายผม เพื่อทะลวงเอาพลังดำที่อัดอยู่ในท่อตาทิพย์ออกมา ทั้งเอาหยกทิพย์ที่ปิดตาที่สามอยู่ออก ทั้งเอาหินทิพย์ที่ขวางอยู่ในท่อตาทิพย์ออก แล้วมันก็ไม่จบ พลังดำมากมายอัดเข้ามาเต็มตาทิพย์อีก สรุป "ตาทิพย์ผมเลยบอด" เอ้า ไม่ว่ากัน ก็ทำงานในมิติทิพย์ทั้งๆ ที่ตาทิพย์บอดนี่แหละว้า ว่าแล้วก็เลยอาศัยเณรช่วยกันทำงานครับ ไม่นานเท่าไรเราสื่อเชื่อมโยงกับ "หลวงพ่อโต พรหมรังสี" ได้ ท่านก็มาช่วยโปรด เป็นครูทางโลกทิพย์ให้เราสองคน วันหนึ่ง ท่านก็มาชวนไป "ป่าหิมพานต์" ครับ ตอนจะเข้านั้น จะมีประตูอยู่ มีเทพคุ้มครองอยู่ ๔ องค์ (ถ้าจำไม่ผิดนะ) ท่านลงมาต้อนรับ (เพราะบารมีหลวงพ่อโตน่ะครับ) แล้วก็เปิดประตูให้เราเข้าไปได้ แล้วด้วยบารมีหลวงพ่อโต ท่านก็มีราชรถนำพาเราไปด้วยครับ (ผมมองไม่เห็นอาศัยสามเณรคอยบอกให้) ในที่สุดก็ถึงเป้าหมายที่ท่านต้องการพาเราไปบำเพ็ญกัน นั่นคือ "สุสานฤษี"


สุสานฤษีอยู่ในป่าหิมพานต์ นั่นเอง เป็นที่ๆ รวมจิตวิญญาณของฤษีที่ตายลงในป่าหิมพานต์มากมายแล้วยังไม่ไปผุดไปเกิด ยังคงสถิตย์อยู่ที่นั่นด้วยอำนาจของฤทธิ์และตบะที่บำเพ็ญมา เมื่อกายทิพย์ของเราทั้งสามไปถึงแล้ว ก็เลยเริ่มประสานสามพลัง ช่วยกันโปรดครับ ทำให้ดวงจิตเหล่านั้นสว่างขึ้น แล้วก็หลุดลอยออกมาจากสุสานเหล่านั้น แต่ก็ยังไม่หมดครับ เพราะว่า "เยอะมากๆๆ" ดังนั้น ครั้งแรก เราก็เลยกลับมาพักก่อน ผมบอกว่าเหนื่อยแล้ว (พลังจิตลดลง จำต้องกลับมาฟื้นสภาพ แต่สามเณรนั้นยังดีอยู่ครับ) หลวงพ่อโตก็ล้อผมว่า เท่านี้เองไม่เห็นจะเหนื่อยเลย ครั้งที่สอง หลังจากผมฟื้นพลังได้พอตัวแล้ว เราก็กลับไปทำงานกันอีกรอบครับ คราวนี้ สามท่านรวมพลังกัน ทำให้เคลียร์สุสานฤษีในป่าหิมพานต์ได้ครับ ผมถามหลวงพ่อโตว่ามีสถานที่ไหนบ้างไหมที่ยังปลดปล่อยไม่หมด ท่านก็ว่าที่สำคัญๆ ไม่เหลือแล้ว (จะมีก็แต่ที่ไม่สำคัญเล็กๆ น้อยๆ อะไรแบบนั้น) สำหรับเรื่องสุสานฤษีในป่าหิมพานต์ขอจบลงเท่านี้ก่อนครับ
 

ถ้ำพญานาค : ป่วนกำลังสอง

เรื่องนี้เกิดขึ้นนานมากแล้ว ประมาณห้าปีที่แล้วเห็นจะได้ครับ (ประมาณปี 2550 รึไงนี่แหละครับ) ช่วงนั้น ผมยังไม่ได้บวชพระ ยังเป็นฆราวาสห่มขาว หาครูบาอาจารย์และสถานที่ปฏิบัติธรรมไปเรื่อยๆ อยู่ แล้ววันหนึ่งก็ได้ไปที่ภาคอีสาน ติดชายแดน ไกลมากๆ ครับ ที่นั่นติดริมเขื่อน ถ้าจำไม่ผิดน่าจะชื่อเขื่ือนสิรินธรนะครับ เป็นสถานธรรมของอาจารย์ซึ่งเป็นฆราวาสครับ สถานที่กว้างใหญ่มาก อาจารย์ใจดีและเสียสละมาก เพราะต้องเอาเงินรายได้ส่วนตัวมาหล่อเลี้ยงสถานธรรมจำนวนมากทีเดียว เนื่องจากที่นั่้นไม่ได้มีแต่สถานธรรม ยังมีโรงเรียนที่เป็นภาระแก่เจ้าของสถานที่อีกด้วย เรื่องว่ามีหลายๆ อย่างรวมกัน สงบและห่างไกลจากการถูกรบกวน เหมาะสมกับการปฏิบัติยิ่งยวดครับ ซึ่งผมอยู่นานพอควร จึงมีเรื่องราวเกิดขึ้นมากมาย แต่จะขอเล่าเฉพาะเรื่องของ "ถ้ำพญานาค" ก่อนก็แล้วกัน กล่าวคือ ในครั้งที่ผมไปปฏิบัติอยู่นั้น ก็ได้มีคณะผู้ปฏิบัติ คณะใหญ่ยกโรงเรียนกันมาด้วย เมื่อเราปฏิบัติได้มากพอควร ใกล้จะกลับแล้ว จึงมีโอกาสไปแวะเยี่ยมชม สถานที่สำคัญบางแห่งครับ เช่น วัดของหลวงปู่คำคะนิง และอีกสถานที่หนึ่งก็คือ "ถ้ำพญานาค" ครับ ซึ่งเชื่อกันว่าชั้นใต้ดินลงไป เป็นชั้นบาดาลและเป็นที่อยู่ของเหล่าพญานาคครับ


และเนื่องจากเราไปกันเยอะมาก ทำให้ เด็กวัยรุ่นบางคน ไม่ทันคิด ก็ส่งเสียงดังมากๆ เรียกว่ามันพูดไม่ยอมหยุดเลย (ผมคิดว่าคนแบบนี้ น่าจะกลัว ก็เลยต้องรีบพูดให้ดังๆ ไว้ เพื่อกลบเกลื่อนความกลัวนะครับ) แล้วมันก็เลยเกิดเรื่องครับ คือ หัวหน้าคณะที่มานั้น อยู่ๆ ก็ล้มในถ้ำๆ คางแตก เลือดอาบไหลเยอะมากเลย เปื้อนเสื้อไปหมด จากนั้น เราก็กลับออกมา ไม่ไ่ด้คิดอะไรกันมาก คิดว่าคงเป็นเพราะอุบัติเหตุ แล้วตกกลางคืนครับ มันก็เลยเกิดเรื่อง คือ ประมาณเลยเที่ยงคืนไปแล้ว มีคนหนึ่งในคณะนั้นที่จู่ๆ ก็มีอาการเหมือนผีเข้าขึ้นมา เป็นอะไรบ้างก็ไม่รู้ อย่างหนึ่งนั้นก็คือ "พญานาค" ครับ เขาก็มาพูดคุยด้วย แล้วก็บอกว่าเราไม่ควรทำอะไร และภพพญานาคของพวกเขากำลังมีภัย อะไรประมาณนั้นน่ะครับ ทีนี้ จากเดิมที่วางแผนไว้ว่าจะกลับตอนก่อนเช้า เราเริ่มเห็นท่าไม่ดีแล้ว ก็เลยต้องเลื่อนเวลากลับแล้วครับ ไม่เท่านั้น พญานาคที่เข้าร่างของคนๆ นั้น เขาบอกด้วยว่านี่หัวหน้าคณะมีเคราะห์ร้ายนะ เขาตามมาเล่นงาน ให้แยกออกไปต่างหาก ไม่ให้กลับร่วมกับคนอื่น และให้ "อาจารย์เจ้าของสถานธรรม" คอยดูแลไปด้วย เพราะพญานาคที่เขาไม่ชอบคนๆ นี้ เขากลัวอาจารย์ท่านนั้น เอ้า เราก็เลยปรับไป ทำให้ทุกคนสบายใจ พอทำได้ ก็เลยทำตามนั้นครับ เป็นอันว่าเรื่องก็เลยจบได้ครับ แต่กว่าจะจบได้ ก็เล่นเอาหัวหน้าคณะเลือดอาบไปรอบหนึ่งแล้ว (ตอนอยู่ในถ้ำ) แถมกลับมาคนในคณะยังถูกผีเข้าอีก (ตอนกลางดึกวันนั้น) ก็เลยกลายเป็น "ป่วนกำลังสอง" ไปเลย เรียกว่าโดนเสียสองรอบว่าอย่างนั้นเหอะ กว่าจะจบได้นะครับ หุๆๆ
 

เขาเหลียงซาน : กรรมของฤษี

เรื่องนี้เกิดขึ้นหลายปีแล้วช่วงที่ผมบวชเป็นพระครับ (ปี 2551-2554) ผมไปพักกับฤษีตนหนึ่งทางเหนือ ที่พักของแกอยู่บนเนินเขาเชื่อมต่อไปยังเทือกเขาลูกอื่นๆ ได้ เดินเท้าลัดหลังที่พักก็เข้าป่าได้เลยครับ ผมเคยเห็นถังน้ำแกเขียนไว้ว่า "เขาเหลียงซาน" อะไรนี่แหละครับ (ถ้าจำไม่ผิดนะครับ หากจำชื่อผิดพลาดต้องขออภัยด้วย) ผมก็เลยขอเรีัยกเขาที่แกอยู่ตามนั้นว่า "เขาเหลียงซาน" ก็แล้วกัน ซึ่งฤษีตนนี้เป็นเหมือนคนธรรมดาแหละครับ ไม่ได้นุ่งห่มหนังเสืือให้แปลกประหลาดพิสดารอะไร แต่แกก็ปฏิบัติจริงครับ ทั้งตื่นมาทำวัตรเช้า, วัตรเย็น ทั้งๆ ที่เป็นฆราวาส ครองพรหมจรรย์ทั้งๆ ที่เมียแกก็ยังไม่ตาย และอยู่ในบ้านของแกที่ไม่ไกลกันมากครับ แต่แกแยกตัวเองมาอยู่เป็นฤษีนานแล้ว (แกมีลูกชายเป็นหนุ่มแล้วอีกคนหนึ่งด้วยครับ) แล้วแกก็ทำเครื่องลางของขลังให้พระวัดหนึ่ง พระไม่ได้ทำเอง มาสั่งแล้วบูชาไปให้คนบูชาต่ออีกทีครับ (พระท่านก็ดังไป แต่คนไม่รู้ว่าแท้จริงแล้วคนทำจริงๆ คือ ฤษีตนนี้ครับ) ฤษีก็เล่าให้ผมฟังถึงอดีตกรรมของแก ที่แกเคยทำมาครับ (พัีกอยู่ด้วยกันนานนะครับ กว่าแกจะเล่าให้ฟัง) แกเล่าว่าแกเคยฆ่าคนตายมาหลายศพแล้ว ในสมัยก่อนมันไม่เหมือนสมัยนี้ไงครับ คนเราฆ่ากันได้ง่าย คือ มันห่างไกลความเจริญ ไกลปืนเที่ยง ก็เลยฆ่าหมกป่ากันได้ง่ายๆ ครับ แกเล่าว่าที่แกฆ่า แกก็มีเหตุผลของแกละ เช่น บางคนมาขโมยของแก (ต่อมา รกแมวของแกหาย เผอิญไม่มีใครอยู่ที่นั่นเลย นอกจากผม เอาละสิ ตรูจะเป็นศพต่อไปหรือเปล่าหว่า?) แกก็เลยฆ่า หลายเหตุผลครับ แกเล่าให้ฟัง แกใช้วิธีฆ่าที่หลากหลายนะครับ เช่น ใช้มีดแทง, ใช้เชือกรัดคอ, ใช้ปืนยิง ฯลฯ เรียกว่าครบทุกรูปแบบ อั๊ยย่ะ ฟังแล้วผมก็สะดุ้งละสิ ตรูจะรอดไหมเนี่ย? 555 ล้อเล่นนะครับ ผมพักอยู่กับแกนานครับ เพราะแกก็ใจดีนะ ดูแลผมเหมือนกับลูกคนหนึ่งเลยละ ผมก็ดูแลแกเหมือนพ่อเหมือนกัน สบายใจมากครับ เหมือนครั้งผมยังเด็ก ผมได้ "ตา" ซึ่งแก่มากแล้ว เลี้ยงผมมา ในช่วงวัยนั้นมีความสุขมากครับ อยู่กับตา ตาก็ไม่ได้โอ๋เอาใจอะไรผม ได้แต่ให้ผมไปทำอะไรแปลกๆ เช่น ให้ไปจับลูกไก่มาจากแม่มัน ซึ่งผมยังเด็กมาก แม่ไก่หวงลูก มันก็ทั้งจิกทั้งตีผมสิครับ ตอนนั้น ยังเด็กทำยังไงได้ ทำอะไรไม่เป็นครับ ร้องไห้เป็นอย่างเดียว 555 เด็กหนอเด็ก มาเข้าใจทีหลังว่าตาผมจะสอนให้ผมมีจิตที่กล้าแข็งและไม่กลัวอะไร นั่นเอง (ตาผมมีวิชาอาคมเยอะครับ)


กลับมาเรื่องฤษีนะครับ วันหนึ่ง ผมตื่นเช้ามา ปวดท้องมาก แล้วห้องน้ำก็ไม่พร้อม ก็เลยต้องลงมาที่บ้านเก่าของฤษีเขาครับ เลยได้พบกับเด็กหนุ่มคนนั้นที่เป็นลูกของฤษีครับ รู้สึุกดีนะครับ เหมือนเจอพี่อะไรแบบนั้น (แต่ผมอายุมากกว่าเขานะครับ) ผมขอเขาเข้าห้องน้ำ ปลดทุกข์ เขาก็ไม่ว่า ให้เข้าครับ (แกคงจะได้บุญ ปลดทุกข์ได้เสียที?) หลังจากผมได้เรียนรู้อะไรมากมายแล้ว ก็ถึงเวลากลับบ้านครับ กลับมาบ้านได้ไม่นาน ได้โทรคุยกับญาติธรรมที่นั่น เขาเลยเล่าให้ฟังว่า "ลูกชายของฤษีคนนั้น ผูกคอตายแล้วครับ" โอ้ กรรมหนอกรรม ไม่ได้ลงที่ตัวฤษีโดยตรงแต่ไปลงที่ลูกชายคนเดียวของเขาเสียได้ (ทั้งๆ ที่ฤษีตนนั้น หลังเล่าให้ผมฟังแล้ว สารภาพบาปหมด สบาย ใจแล้ว เขาก็บอกว่า ตอนนี้เขายอมรับกรรมได้เต็มที่แล้วครับ) อาจเป็นเพราะแกสำนึกตัวได้ แล้วกลับมาเร่งปฏิบัติธรรมด้วยมังครับ พลังธรรมคงคุ้มครอง เจ้ากรรมนายเวรเลยทำอะไรแกไม่ไ่ด้ เลยไปเล่นงานลูกชายคนเดียวของแกแทน แถมตายไม่ต่างจากคนที่แกเคยฆ่าเลยครับ (แกเคยใช้เชือกรัดคอคนตายครับ ลูกก็เลยผูกคอตาย) เวรกรรมๆ อามิตตาพุทธ! ...



 

ดอยสราญรมย์ : ผจญพระหรือมาร?

เรื่องนี้ก็เกิดมานานแ้ล้วช่วงที่ผมบวชพระครับ (ช่วงปี 2551-2554) จำไม่่ค่อยได้ว่าปีไหนนะ ตอนนั้น ผมไปพักกับอาจารย์ฆราวาสท่านเดิมที่ดอยของอาจารย์ ซึ่งอาจารย์ตั้งเป็นสำนักธรรมเล็กๆ ไม่มีใครรู้จักนักครับ และตั้งไม่นานเอง ผมก็ได้ไปพักด้วยในช่วงนั้น อาจารย์ให้ชื่อสำนักประมาณว่าเป็นแนวสุขวิปัสโก คือ ไม่ใช่พวกทรมานตนให้ทุกข์เพื่อบรรลุธรรมนะครับ ผมเลยขอเรียกดอยนั้นว่า "ดอยสราญรมย์" ก็แล้วกัน ที่หลังดอยจะมีลานดินกว้างมาก เรียบยังกะสนามฟุตบอล ใหญ่พอดูเลย แล้วก็เป็นดินปนอิฐกรวดซึ่งแข็งแรงมาก นับว่า แปลกและหายากครับ มันเป็นไปตามธรรมชาติ ไม่มีใครไปทำมันนะครับ และแล้วเราก็ได้คุยกับกับอาจารย์เจ้าสำนัก และอาจารย์ฆราวาสอีกท่าน ซึ่งมาช่วยในการฝึกธรรมของผมด้วยครับ (อาจารย์สองท่านนี้ ไม่ใช่ย่อยๆ นะครับ เก่งไม่แพ้พระดังๆ ในประเทศเลยแหละ แต่ไม่มีใครเขาเชื่อแกหรอก เพราะแกไม่ได้โฆษณาอวดอ้าง อีกทั้งเป็นเพียงฆราวาสครับ ก็เลยแล้วแต่ใครจะศรัทธาครับ) แกก็ได้กล่าวถึงพระรูปหนึ่ง ซึ่งสร้างวัดอยู่ไม่ไกลจากที่ดอยนี้นัก และเราจะไปเยี่ยมเยียนท่านกัน อาจารย์เล่าว่าอาจารย์เคยไปสนทนาธรรมกับท่านแล้วว่าการปฏิบัติธรรม ไม่ใช่การสร้างอะไร เพราะยิ่งสร้างก็ยิ่งต่อชาติ สืบภพไป ไม่สิ้นสุด แต่ไม่มีใครเชื่อ ไม่มีใครฟังอาจารย์ท่านนี้เลย (มีแต่ผมคนเดียวละมั้ง) โดยเฉพาะอย่างยิ่ง เจ้าอาวาสวัดที่เราวางแผนจะไปเยี่ยมเยียนในตอนเช้านี้ด้วย เีรียกว่าท่านสร้างวัดได้ ก็เลยไม่ฟังใครละ ยิ่งอาจารย์ผมเป็นฆราวาสด้วย ไปพูดแบบนั้น ท่านยิ่งไม่ฟังใหญ่ และมีทิฐิมานะมาก จนอาจารย์ก็ไม่รู้จะพูดอย่างไรได้แล้ว อาจารย์ก็เลยวางแผนว่าพรุ่งนี้จะไปเยี่ยมเยียนสนทนากับพระรูปนี้กัน


รุ่งเช้า เราก็ไปสนทนากับท่านนี้ดู (เผื่อว่าผมซึ่งเป็นพระอาจจะสื่อสารได้ช่วยท่านได้บ้างประมาณนั้น)    วัดท่านก็สวยงามแบบกลมกลืนกับธรรมชาติ กึ่งๆ รีสอร์ทแล้วครับ ไม่ใหญ่มาก แต่ติดเขา ก็เลยเล็กแต่สวยครับ มีคนเข้ามาทำบุญเรื่อยๆ ไม่่ค่อยขาด ถ้าเริ่มหดหาย เจ้าอาวาสก็หาทางหาเงินได้เก่งครับ ทำให้มีเงินมาก่อสร้างได้เรื่อยๆ ผมก็เลยได้ไปนมัสการท่านที่มีพรรษามากกว่า ยังไม่ทันพูดอะไรหรอก ท่านก็เอาแต่จ้องจับผิดผมซึ่งเป็นพระบวชใหม่ ท่านว่ามีบัตรประจำตัวไหม? ผมว่า ยังไม่ได้รับบัตรอะไรเลย (เรื่องออกบัตรนี่ ผมไม่ใช่ผู้มีอำนาจนะ ก็ทำตามๆ ที่เขาให้ทำไปแล้ว เขาไม่ออกให้เราเองนี่นา แล้วผมผิดหรือไร?) ท่านก็รีบเล่นงาน จี้จุดอ่อนที่ท่านค้นเจอนี่ก่อนเลย จี้ๆๆ กดๆๆ เราให้เราจิตตกละมั้ง ให้เราแย่ว่างั้นเหอะ อ้าว เรายังไม่ทันพูดอะไรเลย เล่นงานเรา จับผิดเรา จี้กดเรา ใช้พลังจิตจัดการเราซะแล้ว ว่าแล้วเราเอาบ้าง นึกในใจ "ฉันก็ศิษย์มีครูเหมือนกันละวะ" ก็เลยหมุนธรรมจักรภายใน แป้บเดียวครับ จากที่แกนั่งจับผิดเราแบบไม่ยอมหยุด แกก็หยุดชงักเลย แล้วลุกผึง ขอตัว หนีหายออกไปเฉยเลยครับ


อ้าว ไอ้เราก็งงอ่ะสิ ยังไม่ทันคุยกันรู้เรื่องอะไร อยู่ๆ ท่านก็มานั่งจับผิด จี้จุดอ่อนเรา ไม่เท่านั้น จู่ๆ ก็ร้อนตัวรีบลุกผึง หนีออกไปเลย? เออ เป็นซะงั้น 555 ผมก็เลยเดินสำรวจรอบๆ วัดต่อ แล้วก็เดินดูว่าท่านเจ้าอาวาสหายไปไหนแล้ว ปรากฏว่า หายไปเลย เฮ้อ หนีหายไปเลยหรือไงเนี่ย อ้าว เป็นอย่างนั้นไปซะได้! ผมกลับมาถึงที่พัก ก็เลยมาคุยกับอาจารย์ (อาจารย์ผมตอนนี้มีสองท่าน) คือ ท่านที่เป็นเจ้าสำนักธรรม นี่แหละครับ ท่านก็เลยเล่าให้ฟังว่าเมื่อตอนอาจารย์ตั้งสำนักใหม่ๆ วันหนึ่ง อาจารย์เห็น (ทางใน) เป็นกายทิพย์ของพระรูปนี้ (เป็นมารตัวดำๆ) อาจารย์คิดว่าเป็น "ผีกะ" มาเจอกับกายทิพย์ข้างในของอาจารย์ เขาสู้อาจารย์ผมไม่ได้ กายทิพย์ (ที่เ็ป็นมาร) ของพระรูปนั้น ก็เลยหนีหายไปเลย ไม่กล้ามาสู้กับอาจารย์ตรงๆ ต่อมา เขาไม่ยอมแพ้มั้งก็ไปดลจิตดลใจให้อาจารย์ขายที่ให้ได้ (สงสัยพลังธรรมขัดแย้งกันเลยอยู่ใกล้กันไม่ได้) สุดท้าย อาจารย์ผมก็ขายที่ สำนักก็ต้องปิดตัวลงไปครับ (อันนี้ ก็แล้วแต่อาจารย์ตัดสินใจครับ) และอาจเป็นเพราะเราไม่ได้ลงมือเด็ดขาด ให้โอกาสเขากลับตัวกลับใจไงครับ เรื่องก็เลยจบลงเท่านี้ ...




 

ทะเลสาบเชียงแสน : ภูติพิศวาส

เรื่องนี้เกิดมาหลายปี (ช่วงปี 2550-2554) จำไม่ได้ว่าปีไหนนะครับ ตอนนั้นผมยังบวชพระอยู่ ก็ไปฝึกตนที่ทะเลสาบเชียงแสน อาจารย์ฆราวาสคนเดิมเป็นผู้ดูแลและแนะนำให้รู้จักท่านเจ้าอาวาสวัดหนึ่ง เป็นวัดสร้างใหม่ เรียบง่าย เล็กๆ ริมทะเลสาบเชียงแสน ห่างไกลจากหมู่บ้านคน เวลาบิณฑบาตร เดินเท้าไม่ทัน กลับมาเลยเวลาฉันได้ จำต้องให้โยมขับรถยนต์ไปส่งครับ บรรยากาศรอบๆ ก็สงบ, สวยงาม, สมถะ ผมก็พักที่กุฏิเล็กๆ เรียบง่าย เป็นไม้ทำแบบพออยู่ได้ครับ (แต่มีมาตรฐานกว่าตอนอยู่กับฤษีนะครับ) ปิดมิดชิดดี มีไฟฟ้าใช้แต่น้ำปะปาเข้าไม่ึถึงครับ ท่านเจ้าอาวาสใจดี ใจกว้าง ไม่ได้ตำหนิ จับผิด หรือเพ่งโทษอะไรผมซึ่งเป็นพระบวชใหม่เลย ท่านให้อิสระเรา เหมือนดูนกน้อยตัวหนึ่งตามธรรมชาติของมัน ผมก็เลยเดินออกสำรวจบริเวณรอบๆ ทะเลสาบที่ติดกับวัดครับ ไม่มีอะไรมาก เป็นธรรมชาติที่ไม่สมบูรณ์เท่าไรนัก ก็สวยงามตามประสานะครับ ไม่ได้คุยอะไรกับเจ้าอาวาสมากนัก ถามท่านเพียงเรื่อง "โบสถ์" เพราะเห็นว่าโบสถ์ที่นี่แปลก ขนาดเล็ก มีพระประธานองค์แกะสลักสีขาวด้วยหยกมั้ง องค์ใหญ่เชียว (แปลกดี) เป็นพระสิงห์หนึ่ง (รูปแบบพระพุทธรูป แบบหนึ่งทางเหนือน่ะครับ สังเกตุปลายยอดเกศเป็นบัวตูม) สวยงาม ดูดี เย็นตา แต่โบสถ์กลับเล็ก ท่านก็ว่าใช้เงินสร้างไม่กี่แสน (ไม่ถึงล้านอ่ะ? ทำได้ไง?) แถมท่านยังว่าสร้างไม่กี่เดือนหรอก (ว้าว สุดยอด ไม่ดองงาน ไม่เอาการสร้างโบสถ์ไปโฆษณาหาเงินเข้าวัดยาวนานเกินควร) ก็ใช้ได้ทีเดียว แล้วท่านก็มี "พระธาตุ" อยู่ด้วย เ็ป็นพระธาตุของใครบ้างไม่รู้ ให้ท่านมารวมๆ กันไว้ที่ท่าน ท่านก็ว่าจะสร้างเจดีย์บรรจุพระธาตุด้วย แต่ตอนนี้ได้เฉพาะแบบ ยังไม่ได้เงินทุนมาจัดสร้างเลยครับ


ผมก็พักที่ัวัด ไม่มีอะไรแปลกแม้แต่น้อย แต่ก็เพลินๆ ดี แล้วไม่รู้เกิดอะไีรขึ้น จู่ๆ ก็อยากออกจากวัดอย่างรีบด่วน ก็เลยเชื่อในความรู้สึกตัวเอง ก็ออกมาครับ มาเจอกับอาจารย์ ท่านก็สำรวจดูทางใน เห็น "กายทิพย์ผู้หญิงจีนโบราณ" อยู่ในตัวผมเยอะแยะ อาจารย์ก็ดึงออกมา อาจารย์บอกว่าไหลเข้ามาในตัวของอาจารย์เยอะเลย (คงไม่เหมาะนะ ถ้าจะอยู่กับผมที่เป็นพระ) ผมก็งงละสิ มาได้ไง กายทิพย์ของผู้หญิงจีนโบราณ? อ้อ มีเรื่องหนึ่งที่ต้องบอกไว้ก่อนว่า ผมอธิษฐานจิตไว้ ถวายร่างกายดั่ง "โบสถ์" และจิตเราดั่ง "พุทธะ" หรือพระประธานประจำโบสถ์นี้ ก็หมายความว่าร่างสังขารของผม พร้อมเปิดรับ "จิตวิญญาณที่ต้องการรับการโปรด ก็เข้ามาในโบสถ์คือร่างกายของผมได้" โดยจะมีจิตของผม คอยโปรดพวกเขาอีกที และก่อนหน้ากลับมาหาอาจารย์นั้น ผมเคยแวะวัดจีนฝ่ายมหายาน เป็นวัดพระสังกัจจายน์ใหญ่ที่สุดในที่นั้น (ไม่รู้ที่สุดในประเทศหรืออะไรด้วยไหม? แต่ว่าใหญ่มาก แบบว่าโคตรๆ เลย) แต่ผมแวะไปนานมากแล้ว ก่อนมาวัดนี้นานมากครับ อาจารย์ก็ไม่เคยตรวจเจอผีผู้หญิงจีนเหล่านั้นเสียหน่อย (อ้อ วัดนั้นอยู่ในจังหวัดเดียวกันครับ คือ เชียงราย และเวลาเดินทางเราจะผ่านวัดจีนก่อนถึงวัดริมทะเลสาบเชียงแสน) ก็เลยไม่ทราบอยู่ดีว่า "ผีผู้หญิงจีน" เหล่านั้นมาได้อย่างไร? แต่ว่าร่างกายผมไม่ใช่อาเร็มนะคร้าบบบ ...



 

วัดร้าง : ผจญภัยวันปล่อยของ

เรื่องนี้เกิดขึ้นเมื่อกี่ปีมาแล้วนะ จำไม่ค่อยได้ ไม่เกินห้าปีหรอกครับ ตอนนั้นผมยังบวชพระอยู่ ยังแสวงหาครูบาอาจารย์, ธรรมะ, ฯลฯ อยู่ วันหนึ่งก็คิดว่าจะลองไปพักเดี่ยว คือ นอนคนเดียวในที่ๆ ไม่เคยอยู่ เช่น บ้านร้าง หรือวัดร้างดู นับเป็นการฝึกตน ดูจิตตัวเองในสถานที่จริงว่าเป็นอย่างไร แล้วผมก็ได้ไปครับ คือ ไปพบวัดหนึ่ง ตอนแรกก็พยายามหาข้อมูลในเน็ตเยอะเชียวแต่คำว่าวัดร้างในเน็ตมันกลายเป็นวัดโบราณไป ไม่ใช่วัดร้างในความหมายที่ผมต้องการ ในที่สุดก็ถามคนขับรถโดยสารนั่นแหละ เขาเลยบอกให้ว่ามันอยู่ตรงนั้นนะ ตรงนี้นะ ว่าแล้วก็ปล่อยเราลงเลยข้างทาง เอาละสิ พับผ่า ไม่เคยมาแถวนี้ด้วย ไม่รู้จักใครสักกะคน เอาวะ มีผ้าเหลืองคุ้มครองอยู่ ยังไงโจรก็คงไม่ถึงกับปล้นฆ่าพระหรอกใช่้ไหมครับ ว่าแล้วก็ไม่กลัวละ เรามีบารมีผ้าเหลืองคุ้มครองอยู่ ก็เลยเดินตรงเข้าไปหาเลย ก็พบครับ เป็นวัดร้างจริงๆ แต่ร้างไปไม่นานเท่าไรหรอก ยังพอพักได้อยู่ครับ วัดเล็กมากๆ อยู่ในพื้นที่เล็กๆ จำกัดมาก ขยายไม่ได้อีกแล้ว เขาเล่าให้ฟังว่่าวัดสร้างมาไม่นาน มีพระมาช่วยกันสร้างหลายรุ่น แล้วมันขยายต่อไม่ได้ ที่ัมันจำกัด ท่านก็เลยย้ายกันไปสร้างวัดใหม่ ซึ่งวัดใหม่นั้น สวย, ใหญ่ และดังทีเดียว อยู่ไม่ไกลเกินไปแต่มองกันไม่เห็นครับ ผมเลยเข้าไปพัก มีโยมเห็นเข้าก็เลยมาทักถาม โยมทางเหนือเห็นพระไหนมา ก็อุตส่าห์ช่วยดูแลดีครับ ทำหน้าที่เองเลย ไม่มีใครไปสั่งไปบอกครับ จากโยมคนแรกที่มาช่วยเหลือ ก็มีมาอีกชุดหนึ่ง คราวนี้มากัน ๓ คน คนหนึ่งในนั้น เล่าให้ผมฟังว่า "เมื่อคืนฝันเห็นหัวคน (หัวขาด) ๓ หัว หลวงพี่พอทำนายฝันได้มั้ย" เอาละสิ พับผ่า มันมาแบบว่าแรงจริงๆ ฝันเห็นหัวขาดสามหัว แถมมากันครบหน้าสามคนพอดี นี่เราไม่อยากให้เขาตกอกตกใจอะไรไป บวกกับเราก็ใช่ว่าจะำำไปรู้อะไรจริงจังนักหนา (แต่ในใจรู้แล้วว่ามันท่าจะไม่ดีซะแล้ว) ว่าแล้วก็ตอบ "ไม่รู้หรอกโยม ทำนายฝันไม่เป็น" คิดว่าเดี๋ยวโยมทำบุญแล้ว มันก็ดีเองละ (แต่ไม่ได้พูดออกไป ตัวจริงเราเป็นคนปากหนักอยู่ ไม่ใช่จะหลุดพูดออกไปง่ายๆ) ว่าแล้วก็ผ่านไป หลังจากผมทำความสะอาดจนพอมีที่นอนได้ ส่วนที่ไม่จำเป็นเราก็ไม่ไปยุ่งครับ ยังมีตุ๊กแกตัวเบ่อเริ่มและผึ้งอีกรังอยู่ด้วยกัน เราก็ไม่ไปทำร้ายมัน ต่างคนต่างอยู่กันไปครับ เรามาชั่วคราว เดี๋ยวก็ไปแล้ว


ตกกลางคืน มีคนหวังดีเขาโทรมาเตือน เขาว่า "นี่หลวงพี่ ไปไหนน่ะ? รู้ไหมคืนนี้เขาปล่อยของกัน มันเป็นวันปล่อยของ" อ้าว ตายห่าละสิ ดันมาปล่อยของกันวันนี้เรอะ? ไอ้เราก็เพิ่งรู้นะเนี่ย (วันปล่อยของก็คือ วันเสาร์ที่ห้าของเดือน เรียกว่าวันเสาร์ห้า ซึ่งไม่ค่อยมีบ่อย เพราะปกติ ๑ เดือนจะมีวันเสาร์แค่สี่วัน) เราดันไปตรงกับวันปล่อยของเข้าพอดีเลย บวกกับวัดที่ไม่ไกลออกไปนั้น ก็มีพระเจ้าอาวาสรูปหนึ่ง เป็นพระหนุ่ม ยังอายุน้อยกว่าผมด้วย ยังหล่ออยู่มาก และดังมากๆ ดังไปไกลถึงสิงคโปร์โน่น มีคนสิงคโปร์มาทำบุญเยอะแยะ เขาเล่าว่าทุกๆ ปี ท่านจะลงไปในหลุมดินแล้วก็จำอยู่ในนั้นนานหลายวันมั้ง กว่าจะออกมา พอออกมาก็จะมีคนแห่มาทำบุญกันมากมายเลยละครับ เรียกว่า ทั้งหนุ่ม, ทั้งหล่อ, ทั้งเก่ง, ทั้งดัง เอ้า เอาเข้าไปสิ มาเจอกะเราที่ไม่มีแบบนั้นเลยสักอย่าง 555 แต่เขาว่าวันนั้นเจ้าอาวาสไม่อยู่ครับ ท่านไปเยี่ยมแม่ (ที่ไหนไม่รู้) ผมเลยไม่ได้มีโอกาสเข้าไปทักทายอะไร แต่คิดว่าท่านนี้คงมีอะไรในตัวเยอะอยู่เหมือนกัน ตกกลางคืน ก็เป็นอย่างที่เขาเตือนครับ ค่ำลงก็เริ่มแล้ว พระในวัดนั้นสวดมนต์ดังแบบว่ามากๆ ถึงมากที่สุด แบบว่าของขึ้นน่ะครับ เอาเป็นเอาตายกันเลย (อ้าว นี่มันจะสวดไล่ตรูหรือไงฟร่ะ ฮ่าๆๆ) ผมก็ไม่ได้สวดอะไรกับเขาหรอก เราไม่ได้มีอะไรกับเขานี่ ก็สวดบ้างนิดๆ พอเป็นพิธีไปอย่างนั้นเอง ก็ไม่มีอะไรครับ ผมไม่ถูกกระทำหรือมีเรื่องไม่ดีเกิดขึ้นกับผมเลย ผ่านไปได้สบายๆ มากๆ ปกติทุกอย่าง รุ่งเช้าก็มีพระในวัดนั้นรูปหนึ่ง ใจดี มาเยี่ยมเยียนและเอาของ, อาหาร มาให้เผื่อด้วย คุยกันแค่นิดหน่อยครับ


กลับมาบ้านผ่านมาไม่นานเท่าไร ก็มีข่าว "จับสึกเจ้าอาวาสดัง" ข้อหายิงคนตาย สาเหตุที่ยิงก็เพราะแย่งแฟนกันครับ อ้าว เป็นงั้นไป ก็เจ้าอาวาสวัดที่ผมไปพักนั่นแหละ (มันวัดเดียวกันละ แต่ผมไปพักวัดเก่า วัดร้าง ส่วนที่สร้างใหม่ ผมไม่ได้เข้าไปครับ) โธ่ เจ้าอาวาสสุดหล่อ, สุดเก่ง, สุดเท่ห์, สุดดัง ไปซะแล้ว อย่าโทษผมนา ผมไม่เกี่ยวอะไรด้วยละ เรื่องก็จบเพียงเท่านี้ครับ ...
 

ของวิเศษ : เหล็กไหลกายทิพย์

เรื่องนี้เกิดนานมากแล้ว ย้อนหลังไปเกือบ 5 ปี เห็นจะได้่ครับ เป็นช่วงที่ผมเที่ยวแสวงหาครูบาอาจารย์ที่เก่งๆ แล้วผมก็เลยขึ้นทางเหนือ (ปกติ ก็ไปทั่วประเทศแหละครับ ยกเว้นภาคใต้ไปน้อย) ผมไปพักกับอาจารย์ ซึ่งที่พักอยู่บนดอยเล็กๆ ที่อาจารย์ซื้อไว้นานแล้ว ที่พักก็เรียบง่ายมาก ถึงมากที่สุดครับ มันเป็นแค่เพิงพักชั่วคราว ยิ่งกว่าบ้านพักคนงานก่อสร้างอีกแหละครับ แต่ว่าสำหรับนักปฏิบัติธรรมแล้ว นับว่า มันโอเค สมถะมากครับ ที่นั่น ไม่มีฟ้าฟ้าและน้ำปะปาใ้ช้หรอกครับ เราอยู่แบบเหมือนคนโบราณมากๆ พอตกเย็นต้องรีบอาบน้ำครับ ทำอะไรตามเวลาของธรรมชาติ จะมาตามเวลาในใจฉัน นั้นไม่ได้ เพราะไม่มีฟ้าฟ้าใช้ครับ หลังอาบน้ำแล้ว ผมก็เข้านอนก่อนเลย ไม่ใช่ง่วงนะครับ นั่งพักจิตให้มันนิ่งเท่านั้นเอง ไม่ได้ตั้งใจจะทำสมาธิอะไรหรอก ปล่อยตามธรรมชาติครับ ที่สำคัญคือ ถ้าอยู่นอกมุ้งนะ เวลาพลบค่ำ ยุงจะแห่กันมา เยอะมากๆ ถึงมากที่สุดเลยครับ ผมเลยหลบเข้ามุ้งก่อน รอให้ดึกอีกนิด ยุงก็จะไป เหลือบ้างไม่มากนักแล้วครับ ทีนี้ อาจารย์ก็ก่อกองไฟให้แสงสว่าง และมีญาติธรรม ที่เป็นฆราวาสด้วยกันมา สนทนาธรรม ช่วยเหลือเกื้อกูลกันทางธรรมครับ ซึ่งท่านผู้นี้ผมก็เรียกเป็นอาจารย์ของผมอีกคนหนึ่งนะครับ ท่่านจะมีลักษณะพิเศษคือ "มีธรรมสูตรสำเร็จ" ไม่ว่าจะคุยกันกี่ที อาจารย์ก็จะรีเพลย์ เทปม้วนเดิม เสมอๆ แต่ผมก็ว่ามันไม่ผิดอะไรหรอกนะ เพราะอาจารย์คงเลือกที่ดีที่สุดมาให้เราแล้ว นั่นเองครับ


เมื่อก่อนอาจารย์ท่านนี้ มีประวัติทางโลก โชกโชนเลยทีเดียว เพราะเคยทำงานเหมือนเป็นสายลับอยู่กับพวกคอมมิวนิสต์ละมัง แต่หลังๆ แกก็ปลดเกษียรแล้วมาเอาดีทางธรรมแบบฆราวาสนะครับ แกเคยทำพระเครื่องเยอะมากในช่วงบำเพ็ญบารมี ทำแล้วแจกหมด ไม่เอาเงิน แล้วพอแกเริ่มได้ธรรม แปลกครับ ธรรมของแกเหมือนเครื่องปั้มพระเลย 555 คือ ทุกคนที่ไปหาแก ก็ต้องผ่าน "เครื่องปั้ม" (ธรรมสูตรนี้) ของแกตลอด ไม่เปลี่ยนไปเลยครับ พระสูตร สูตรนี้สูตรเดียว เรียกว่า "ใบไม้กำมือเดิม" ละครับ แล้วแกก็เล่าอะไรให้ฟังมากมาย เป็นประสบการณ์การปฏิบัติธรรม ที่เต็มไปด้วยอิทธิฤทธิ์ปาฏิหาริย์ทั้งนั้น แกไม่ได้คิดอยากให้เราไปหลงศรัทธาอะไรแกหรอก คุยกันธรรมดา สนทนาแลกเปลี่ยนกันธรรมดาเท่านั้น แต่ขอบอกว่า "ประสบการณ์ของอาจารย์ท่านนี้ ไม่ธรรมดาไปกว่าหลวงปู่หลวงพ่อองค์ไหนๆ ในประเทศไทย" นะครับ จะบอกให้ แล้วในที่สุด แกก็เล่าว่าแกนั่งสมาธิเห็นทางใน ในฟันของแก มีแต่ "เหล็กไหล" เต็มไปหมด แกก็เลยให้ผมประสานพลัง รับพลังเหล็กไหลไป แต่ไม่มีวัตถุอะไรให้นะครับ เป็นพลังทิพย์เฉยๆ อันนี้ ผมก็ทำๆ ไปแหละ ไม่ใช่ไม่ศรัทธานะครับ เชื่อว่ามันมีจริงได้ แต่ไม่ได้คิดอยากได้ เขาให้ เขาทำทาน เราต้องรับไว้ เพื่อให้เขาได้ผลบุญ ปลดเปลื้องภาระที่เขารักษาสิ่งของนั้นๆ ไว้ครับ ก็เลยรับมา แต่ไม่รู็้้หรอกครับว่า "มันมีจริงอ่ะป่าว" แล้วก็ไม่ใช่พวกชอบลองของ แบบชอบพิสูจน์อย่างไม่ควรพิสูจน์ด้วยสิ ผมเลยเรียกเหล็กไหลชนิดนี้ว่า "เหล็กไหลกายทิพย์" เพราะอาจารย์เห็นในมิติทิพย์ นั่นเองครับ!
 

ของวิเศษ : ขวานฟ้ากายสิทธิ์

เรื่องนี้ เกิดขึ้นที่แถวๆ บ้านผมเมื่อไม่นานมานี้เอง แต่ว่ามันคาบเกี่ยวกับตอนที่ผมไปพักอยู่้กับฤษีด้วย เอาเป็นว่าผมจะเ่ล่าจากตอนที่ผมไปกับฤษีก่อนละกับครับ ตอนนั้น เราไปวัดด้วยกัน มันเป็นวัดที่ใหญ่และดังมากของที่นั่น อยู่บนยอดเขาสูงทีเดียว เมื่อก่อนผมก็ไปบ่อยๆ เพราะมีสิ่งศักดิิสิทธิ์อยู่มาก และเขากำลังก่อสร้างอาคารอะไรกัน ในอีกยอดเขาลูกหนึ่งด้วย (ตอนหลังไปอีกที ผ่านไปไม่กี่เดือน โอโฮ? อะไรเนี่ย? มีครบทุกอย่างเลย ทั้งอาคาร, ทั้งรูปปั้นศักดิิสิทธิ์, ทั้งภูมิสถาปัตย์สวนที่รื่นรมย์ และยังมีสวนสัตว์ซะด้วยสิ) เอาละ ผมไปตอนนั้น เจอพระรูปหนึ่ง ท่านเล่าให้ฟังว่าเมื่อคืนฟ้าผ่าเปรี้ยงลงมายังต้นไม้ ต้นนั้นเลย (ท่านชี้ต้นที่อยู่ตรงหน้าผมพอดี) ต้นไม้ต้นนี้ไม่ใหญ่มาก แต่ก็สูงพอควรละ มันมีรอยถากๆ เปลือกไม้หลุดออกและรอยหักของกิ่งไม้ แต่ผมมองไม่เห็นรอยไหม้อะไรนะ ฤษีแกก็เลยว่าพระท่าทางจะมุสาแล้ว เพราะแกตรวจๆ ดูไม่เ็ห็นมีรอยไหม้อะไรมังครับ ผมก็เลยไม่รู้ว่าจริงหรือไม่จริงละ แต่ผมก็เข้าไปสำรวจดู ไม่รู้ทำอะไรก็ใช้ฝ่ามือสัมผัสครับ สัมผัสพลังแต่ไม่รู้อยู่ดี 555 เป็นแบบนี้ประจำ!


เอาละ กลับมาบ้านนานมากเกือบปีเห็นจะได้ ผมก็ได้คุยกะคนๆ หนึ่ง แกเป็นสามีของคนทรงข้างบ้านผม แกชอบเรื่องลี้บลับ เวลาใครคุยเรื่องนี้ไม่ไ่ด้ สบโอกาสก็จะคุยกับผมครับ เพราะผมเป็นคนที่คุยได้ทุกเรื่องละ อยู่แล้ว เว้นแต่ว่าถ้าไม่มีใครมาคุยด้วย ผมก็ไม่ค่อยไปคุยกับใครก่อนเท่านั้นเอง ทีนี้ แกก็เลยเล่าเรื่อง "ขวานฟ้า" ให้ฟังครับ แกบอกว่าป้าข้างบ้านผม ก็มีขวานฟ้าเป็นของแม่เขา สืบทอดต่อกันมา เมื่อก่อนแกก็เห็นขวานฟ้าของบ้านแก (อีกครอบครัวหนึ่งนะครับ) แต่ตอนหลังหายไปไหนก็ไม่ทราบ ซึ่งคนโบราณจะใช้ขวานฟ้าในการรักษาสิ่งที่ไม่ิดี ใช้ขูดเบาๆ ไปตามผิวหนังร่างกายส่วนที่เป็นปัญหา มีโรคภัยครับ เขาเชื่อกันว่าโรคภัยอาจมีสิ่งไม่ดีเข้ามาอยู่ตรงส่วนนั้นของร่างกาย เลยทำให้เกิดโรคภัย เขาก็จะใช้่ "ขวานฟ้า" นี่ละ รักษาครับ ผมก็เลยถามแกว่าแล้วจะเอาขวานฟ้ามาได้ไง? เอามาจากไหนกันละ? แกก็เลยบอกผมว่าให้เอาจากบริเวณต้นไม้ที่ถูกฟ้าผ่าครับ ต้องหาเอาจากแถวนั้นเอง ซึ่งต้องมีจิตสัมผัสพลังพอควรละ ถึงจะทราบได้ว่ามันอยู่ตรงไหน? อ้าว สรุปว่านี่คนข้างบ้านผม รู้เรื่องขวานฟ้ามากกว่าฤษีอีกได้ไงเนี่ย? (ตอนไปกะฤษี เขาไม่รู้ครับว่าเวลาต้นไม้ถูกฟ้าผ่า จะหาขวานฟ้าได้อย่างไร?) แปลกจริง!
 

ของวิเศษ : รกแมวให้ลาภ

เรื่องนี้ก็เริ่มต้นจากครั้งที่ผมอยู่กับฤษีตนนั้นนั่นแหละ ตอนนั้น ผมก็นอนอยู่เพิงหนึ่ง ฤษีอยู่อีกเพิงหนึ่ง พอดี มีแมวตัวหนึ่งมันท้องแก่มากแล้ว ใกล้คลอดพอดี แล้วดันมันมาคลอดตอนที่ผมไปพักอยู่กับฤษีพอดี ไม่ใช่แค่นั้นครับ มันมาคลอดในเพิงที่นอน บนที่นอนผมเลยอ่ะ 555 ทีนี้ ฤษีเขารู้ว่า "รกแมว" มันมีคุณสมบัติทางไสยเวทย์อย่างไร คือ มันเป็นของนำโชคลาภ และทำให้คนนิยมชมชอบอะไรประมาณนั้นมังครับ แกก็เลยหาทาง รอครับ รอไม่พอ ทีนี้ ฤษีก็เลยแปลงกายเ็ป็น "หมอตำแยแมว" แกทำคลอดแมว อ่ะครับ แล้วผมก็อยู่ด้วย แกก็ให้ผมช่วยด้วยนะ คือ เอากรรไกรตัดสายรกแมวน่ะ เกิดมาในชีวิตนี้ ผมก็เพิ่งเคยได้ร่วมทำคลอดแมวนี่ละครับ เอ้า เอาก็เอาวะ ไม่มีอะไรจะทำอยู่แล้วนี่นา ทำคลอดแมวเป็นการบันเทิงไปก็แล้วกัน ก็เลยทำคลอดแมวกันครับ ระหว่างทำกันนั้น ฤษีแกก็บอกผมว่าอย่าพูดอะไรนะ เขาไม่ได้พูด ถ้าเผลอพูดไม่ดีแล้วมันจะเสียของ ผมก็เผลอตกใจ เห็นแมวมันทำท่าจะกินรก ก็เลยบอกแก "แมวๆ มันจะกินรกแล้วปู่" (ฤษีแก่มากแล้วครับ ผมขาวและเคราบาวขาว ผมเลยเรียกว่าปู่ครับ) สุดท้ายแล้ว ก็ได้มา ไม่นานนักครับ ฤษีแกทำของขลังให้บูชา ก็มีคนมาบูชาของแก (ตระกรุด 108 ทำเหมือนสังวาลย์เลย เน้นคงกระพันฟันแทงไม่เข้า คราวก่อนก็มีคนโดนฟันแต่ไม่เข้ามาแล้ว คนเลยอยากได้กันครับ) คนๆ นั้นขึ้นมาหาฤษีเองเลย ปกติ ฤษีให้บูชาไม่แพงหรอก แ่ค่ 300 เอง แต่ผมดูแลมันน่าจะตั้งราคาได้เป็นหลายหมื่นเชียวนะ ทว่า คนที่เขามาซื้อก็ให้แกไป 1,000 บาทครับ ว้าว โชคดีมาทันที หลังจากได้รกแมว ทว่า มันอยู่กับเราไม่นาน ฤษีเขาเก็บไว้ตรงไหนก็ไม่รู้ ผมก็ไม่ได้ดู มันก็หายไปอ่ะครับ?


ผมกลับมาบ้าน นานเกือบปีหรือจะสองปีก็ไม่รู้ วันหนึ่ง ป้ามาที่บ้านผม มาพักที่บ้าน (ป้าคนนี้ แกอยู่อำเภออื่นห่างไกลเราครับ) แกก็เลยเล่าเรื่อง "รกแมว" ให้ฟังว่า แกได้รกแมวอันหนึ่ง แมวมันคาบมาให้แกเองเลย ผมก็ตกใจ อ้าว ป้า รู้ได้ไงว่ารกแมวมันมีพลังพิเศษ? แกก็เล่าให้ฟังว่า "ยายผม หรือแม่ของป้านี่แหละ" เป็นคนบอกเอง เขาบอกว่าถ้าแมวจะคลอดลูกให้รอดูไว้ มันจะคาบรกมาให้ เราก็เก็บไว้ให้ดีนะ แต่อย่าไปแย่งมันละ อย่าไปเอาของมัน ถ้ามันอยากให้ มันจะเอามาให้เราเอง ถ้าเราไปแย่งมัน มันจะหายไป อ้าว มีเรื่องแบบนี้ด้วย ป้าและยายผมก็รู้ด้วยแฮะ แต่เรื่องนี้ ฤษีไม่รู้ เลยแย่งรกแมว มันเลยหายไปเลย ...
 

ของวิเศษ : ไม้เท้าไม้รัก

เรื่องนี้เป็นเรื่องที่เกิดพร้อมๆ กับคราวที่ได้ "ยาแก้ต้นเดียว" มาครับ เกิดในวันเดียวกันละ คือ ในครั้งที่ผมได้ยาแก้ต้นเดียวมา ครั้งนั้น ฤษีที่พาผมขึ้นเขา แกก็ให้อย่างหนึ่งกับผมด้วย นั่นคือ "ไม้เท้า ไม้รัก" ครับ สรรพคุณคืออะไรหรือ? ก็คนโบราณเขาจะใช้ "ไม้รัก" นี่แหละ ทำของวิเศษ เช่น "รัก-ยม" ตัวรักก็ต้องทำจากไม้รักนี่แหละครับ มันเป็นไม้เนื้อแข็งมาก สีดำแดงเข้มมากๆ เลยครับ ขนาดผมได้แต่ส่วนกิ่งเล็กๆ ของมันที่ตกลงมาจากต้นนะครับ ถ้าเป็นแก่นของต้นจริงๆ ท่าทางจะแข็งและดำมากกว่านี้มากครับ


ทว่า เรื่องไม่จบแค่นั้น เพราะว่าตอนนั้นผมบวชเป็นพระอยู่นี่ครับ ผมเลยถือไม้เท้าไม้รักเอาไว้ จนมาถึงที่พักของฤษี (ซึ่งเป็นเพิงเล็กๆ ยังกะทำอยู่ชั่วคราว ไม่มีผาพนังอะไร เอาผ้าถุงปุ๋ยปิดบังไว้ ข้างบนก็สังกะสีเก่าๆ พื้นก็ไม้เก่าๆ ครับ เรียบง่ายมากๆ เลยครับ ตอนอาบน้ำก็รองน้ำฝนมาอาบกันน่ะครับ (แต่แปลกมากที่วันหนึ่ง น้ำมันจะหมดแล้ว ผมเลยเกิดความคิดขึ้นมาว่าคงต้องกลับแล้วมั้ง เพราะไม่มีน้ำใช้แล้ว ทว่า ในคืนนั้นเองซึ่งเป็นฤดูแล้งนะครับ ฝนมันก็ตกลงมาเฉยเลย ทำให้ได้น้ำฝนเพิ่ม ไว้ใช้อีก ผมเลยอยู่ต่อได้อีกครับ) เอาละ กลับมาที่เรื่องของไม้เท้าไม้รักนะครับ มันก็เป็นเหมือนกิ่งไม้ธรรมดานั่นแหละ ไม่ได้สวยอะไรนักหนา แต่มันสำัคัญที่เป็นไม้รัก ก็เท่านั้นเอง ผมเลยเกิดความลังเลสงสัยมาว่าผมเป็นพระ แล้วได้ไม้เท้าไม้รักไปนี่ มันจะเหมาะไหม? เพราะไม้รักมันมีอาถรรพ์ มีคุณด้านเมตตามหานิยม ใครมีไว้ก็จะเป็นที่รักของคนนั้นคนนี้ แล้วตอนนั้นผมก็มีสหายธรรมต่างเพศ ที่เป็นหม้ายอยู่ด้วยสิ เกรงว่าจะกลายเป็นปัญหา ทำเรื่องไม่ควรเกิดให้เกิดขึ้นได้ ไม่ทันตัดสินใจว่าจะเอาไม้เท้าไม้รักกลับบ้านดีหรือไม่ ก็พอดี อาจารย์ซึ่งเดินทางขึ้นเขาไปด้วยกัน แกก็แอบมาเอาไม้เท้าไม้รักของผมไปเฉยเลย (ก่อนหน้านี้ ฤษีเขาได้ให้ไม้เท้าไม้รักแก่อาจารย์ผมด้วย ให้คนละอัน ไม่ลำเอียงนะครับ แต่พอดี อาจารย์ไม่เอาติดตัวมาให้ถึงที่พัก แกเอาไปวางหายไว้ที่ไหนในป่า ก็ไม่รู้ครับ) สรุปว่่า ไม้เท้าไม้รักเลยถูกอาจารย์ริบเก็บไว้ อืม ก็ดีเหมือนกัน จะได้ไม่มีปัญหา ของอะไรที่ไม่ควรแก่สมณเพศ (ในตอนนั้น) เราก็ไม่ควรเก็บไว้ใช่ไหมครับ
 

ของวิเศษ : ยาแก้ต้นเดียว

เรื่องนี้เกิดขึ้นสักปี 2553-2554 ประมาณนี้ครับ เมื่อผมยังไม่ได้สึกจากพระ ผมได้ไปพักกับฤษีตนหนึ่ง เขาก็พาผมขึ้นเขาครับ ก็คิดว่าฤษีตนนี้คงพาเราไปขึ้นเขาเดินเล่น ดูป่าอะไรแบบนั้น ก็เลยคิดว่าจะหาของป่า มาทำอะไรให้ฤษีเขากิน เพราะเราก็ไปอาศัยอยู่กับเขานี่ครับ ว่าแล้วก็เริ่มออกเดินทางไปกันสามคน คือ ผม, ฤษีตนนั้น และอาจารย์ของผมด้วย เราไปกันไม่ไกลเพราะที่พักของผมติดเขาอยู่แล้ว ก็เดินลัดขึ้นไปเรื่อยๆ จากเนินเขาหนึ่งขึ้นบ้าง ลงบ้างไปเรื่อยๆ ไปครับ แล้วฤษีตนนั้นก็บอกให้ผมดู "ต้นยาแก้ต้นเดียว" คือ มันเป็นต้นไม้พุ่มต่ำๆ เป็นสมุนไพรที่หายากมาก สรรพคุณคือ "ใช้แก้ได้ทุกอย่าง" เช่น คนที่โดนของ, โดนคุณไสย์, โดนกระทำอะไร ก็ใช้ยาชนิดนี้ ต้นเดียวเลยแก้ได้ครับ โดยเราจะใช้เฉพาะส่วน "เหง้า" ของมัน ฝนกินครับ เขาบอกผมมาเท่านี้ พร้อมชี้ให้ดูต้น ต้นแรกเราก็ผ่านไปก่อนเพราะว่ามันเอายากสักหน่อย และมีต้นเดียว ก็เลยไม่อยากเอาครับ และแล้วเดินไปนานเนิ่นนาน ก็เลยไปสูงมากๆ ยอดเขาเลย เป็นผาหิน ทีนี้ละ เต็มไปหมดเลยครับ มันขึ้นอยู่บนนั้นเยอะมาก ผมก็เลยเอ้า ลองเอาไปดูสักสองเหง้า (ต่อมาได้ให้ยายกินด้วย ยายคนนี้เป็นมะเร็งขั้นสุดท้าย หมอบอกว่าทำใจนะไม่เกิน 3 ปี ทว่า แกอยู่รอดมาได้เกินสามปีไปไม่รู้กี่ทบแล้วครับ แต่ไม่ใช่เพราะยานี้นะ ผมให้ยาแก่ยายในภายหลัง) เอาละ สรุปว่าผมก็เลยได้ "ยาแก้ต้นเดียว" ติดมาด้วย ครั้งแรกในชีวิตครับที่หาอะไรพิเศษๆ แบบนี้ได้ด้วยตนเอง ซึ่งผมได้มาคุยกะยายคนหนึ่ง แกเล่าว่าแกไปเที่ยวที่หนึ่งมาเป็นสถานที่โบราณ แล้วจู่ๆ ผู้หญิงคนหนึ่งเห็นต้นไม้ต้นเล็กๆ ต้นหนึ่ง ก็รีบวิ่งคว้าเอาไป ใครถามอะไร เขาก็ไม่ยอมตอบสักคำครับ (ซึ่งยายมารู้ภายหลังว่ามันคือ ต้นยาแก้ต้นเดียว นี่ละครับ) ยายเลยเก็บมาเล่าให้ผมฟังภายหลัง ผมก็เลยเอา "ยาแก้ต้นเดียว" มาให้ยายไปครับ


สำหรับเรื่องยาแก้ต้นเดียว ก็จบเท่านี้ละครับ แฮะๆ เรื่องพื้นๆ แต่ก็ไม่ธรรมดานะคร้าบบบบ ...