แม่ชีผู้ชำนาญในฌาน

เรื่องนี้เกิดขึ้นเมื่อครั้งที่ผมยังบวชเป็นสามเณรและมีสามเณรคู่หูอยู่ด้วย วันหนึ่งในช่วงเข้าพรรษาซึ่งเป็นวันที่มีอุบาสก อุบาสีกา ใส่ชุดขาวเข้ามาปฏิบัติสมาธิกันที่วัดด้วย ก็มี "แม่ชีรูปหนึ่ง" เป็นใครก็ไม่รู้ มาจากต่างถิ่นแดนไกล อยู่ๆ ก็เข้ามาร่วมปฏิบัิติ และคุยกับญาติโยมทั้งหลาย เมื่อปฏิบัติไปได้พอควรจึงหยุดพัก แล้วแม่ของผมซึ่งมาปฏิบัติด้วย ก็ได้พูดคุยกับแม่ชีและกล่าวถึงผม แม่ชีจึงอยากคุยด้วย มีคนไปเรียกผมมา ผมจึงค่อยๆ เข้าไป ตอนแรก เห็นแม่ชีนั่งอยู่ มีโยมอยู่รอบๆ ก็ยังไม่เข้าไปใกล้นัก รอดูว่า แม่ีชีจะให้ผมไปนั่งเสมอด้วยกับสีกาทั้งหลายหรือไม่? (ผมเป็นสามเณรห่มเหลืองครับ ตอนนั้น) เพราะคนห้อมล้อมมาก หากแม่ชีหลงตัวเอง ก็อาจทำอย่างนั้น (ตรงนั้นมีที่นั่งสำหรับพระและสามเณรอยู่ใกล้ๆ ซึ่งจะสูงกว่าที่นั่งของโยมและแม่ชีครับ) ปรากฏว่า ไม่มีใครกล้าบอกว่าให้ผมนั่งตรงไหน ในที่สุด แม่ชีก็เชิญให้นั่งที่ที่พระและสามเณรนั่งกัน (โอเค แม่ชีคนนี้ ไม่หลงตัวเองมากไป คุยกันได้) ผมเลยได้สนทนาธรรมกับแม่ชี แม่ชีเล่าว่าปฏิบัติมามากเลย หลายที่ หลายครูบาอาจารย์ แล้วได้นำเอาหนังสือบันทึกการปฏิบัติมาให้ผมดูด้วย หลังจากสนทนาแล้ว ผมจึงบอกแม่ชีว่า "แม่ชีโปรดสัตว์ได้แล้ว" แม่ชีว่า ยังไม่รู้ว่าตัวเองปฏิบัติได้ ไหม ผ่านหรือไม่? ผมเห็นว่าแม่ชีห่มขาวอยู่ ไม่อาจบวชพระได้ ธรรมที่มีพอควรแก่ตน จึงไม่ได้ให้ธรรมมากเกินไปกว่านั้น บอกเพียงว่าแม่ชีโปรดสัตว์ได้แล้ว ทำกิจได้แล้ว ไม่ต้องกังวลเรื่องการปฏิบัตินั่นเอง


ในบันทึกของแม่ชีรูปนั้น เขียนกล่าวถึง การเข้าฌานตามลำดับฌาน ซึ่งก็ไม่ทราบว่าแม่ชีนับอย่างไร ได้เป็นร้อยๆ เลยมังครับ (ถ้าจำไม่ผิด) เข้าและออกฌาน จากฌานหนึ่งไปฌานหนึ่ง ทั้งอนุโลม ปฏิโลม ได้หมด มีความชำนาญมาก เรียกว่า มีวสี ที่มากกว่าใครๆ ที่เราเคยเห็นทีเดียว เพราะปกติ เวลาผมเข้าฌาน ผมไม่ค่อยนับว่าไปถึงไหน ออกไหน ผมจะปล่อยตามธรรมชาติ ไม่ได้จำสภาวะว่า "สภาวะนี้ ถึงฌานที่เท่าไรแล้ว" อะไรแบบนั้น มันก็จะดำเนินไปเอง ลึกลงไปเองเรื่อยๆ (จนผมคิดว่ามีมากกว่า ๑๖ ชั้นครับ) ของแม่ชีเข้าฌาน ๔ (รูปฌาน) ต่อด้วย ฌาน ๘ (อรูปฌาน) ไปแล้วกลับหลายรอบ แต่จะไม่มีเกินกว่านี้ ตรงตามตำราว่าไปตามนั้น แต่ผมคิดว่ามันอาจจะมีทะลุเกินตำราอยู่ ฌานที่เข้าลึกเกินกว่าที่บันทึกไว้ในตำรา คือ มันลึกลงไป ลึกลงไป เรื่อยๆๆ ดิ่งลงไปเองเรื่อยๆ อะไรแบบนั้น จนไม่รู้จะนับชั้น นับลำดับฌานกันอย่างไร ทว่า เอาแค่ ฌาน ๘ นี่ก็พอควรแล้วครับ เลยไม่ได้แนะนำอะไรแม่ชีมาก เพราะแม่ชีก็มีธรรมในตน พอควรแก่ตนแล้ว แม่ชีก็ได้แนะนำผมบ้างเล็กน้อย โดยให้ตำราบันทึกการเดินฌานแก่ผมไว้ด้วย



 

พุทธปาฏิหาริย์

เรื่องนี้เกิดขึ้นโดยเริ่มต้นเมื่อครั้งที่ผมบวชเป็นสามเณรและมีสามเณรคู่หู อยู่ด้วย เป็นช่วงเวลาที่ผมได้ผ่านการปฏิบัติธรรมและเรื่องราวลึกลับหลายอย่างมา ไม่น้อยแล้ว วันหนึ่ง ขณะที่กำลังจะไปบิณฑบาตรและกำลังรอพระรูปอื่นอยู่นั้น เป็นเวลานานพอควรพระอาทิตย์ จึงกำลังขึ้นมาพอดี ทว่า ด้านตรงข้ามของวัดเป็นแม่น้ำ และปรากฏมี "ดวงกลมๆ" ใหญ่กว่าดวงจันทร์ สีขาวเปล่งปลั่ง ไม่มีรอยมลทินใดๆ แม้แต่รูปกระต่าย ดูแล้วไม่น่าจะเป็นพระจันทร์ แต่คล้ายพระจันทร์มาก กำลังจะตกลงในทิศตะวันตก ในขณะที่พระอาทิตย์กำลังจะขึ้น ผมเห็นคนแรกจึงเรียกสามเณรไปดูว่านี่คืออะไร? พอดีมีชาวบ้านคนหนึ่งซึ่งเป็นคนที่ผมรู้จักขี่จักรยานผ่านมาพอดี เขาก็เข้าไปดูด้วย พร้อมๆ กัน เมื่อสามเณรดูแล้วยังไม่รู้ เลยให้ลองถอดกายทิพย์ไปถามพระโพธิสัตว์กษิติครรภ์ ท่านก็บอกว่า "เป็นปริศนาธรรมของพระพุทธเจ้าสมณโคดม" ซึ่งพระพุทธเจ้าทรงแสดงปาฏิหาริย์ให้ผมเห็นเป็นปริศนาธรรมแต่แล้วผมก็ยังตีปริศนานั้นไม่ออก เพียงแต่สงสัยว่า เหมือนท่านให้เลือกระหว่างทางโลกกับทางธรรมอย่างนั้นหรือเปล่า? (พระอาทิตย์ หมายถึง ทางโลก, พระจันทร์หมายถึง ทางธรรม) เพราะมีครั้งหนึ่ง หลวงพ่อโต พรหมรังสี (อาจารย์บนสวรรค์) ท่านเคยล้อผมเหมือนกันประมาณว่า "ถ้าแบ่งร่างเ็ป็นสองคนได้ คงดีเนอะ" อะไรแบบนั้น ผมคิดว่าท่านไม่ไ่ด้พูดจริงจัง แต่พูดสะท้อนความต้องการของเราออกมา เหมือนเป็นกระจกส่องให้ผมดูตัวเองประมาณนั้นมากกว่า ทว่่า ผมก็ยังไม่แน่ใจ และยังไม่มั่นใจอยู่ดี ตกลงมันยังไงกันแน่? จนกระทั่งวันหนึ่ง ผมและสามเณรก็แยกย้ายกัน คือ ผมบวชพระต่อ ส่วนสามเณรก็สึกไปเรียนรู้เรื่องราวทางโลก (เพราะเขาอายุยังน้อยครับ การไปเรียนรู้เรื่องราวทางโลก เหมาะสมกับวัยของเขามากกว่าที่จะบวชยาวต่อไป) เราจึงแยกไปคนละทาง ผมไปทางธรรม แต่สามเณรคู่หูไปทางโลก ทว่า ภายหลัง ผมก็สึกเหมือนกันครับ


บางครั้ง ผมรู้สึกว่ามีพลังสองอย่างมาดึงผมไป ทางใดทางหนึ่ง มันเป็นพลังจาก "คู่บารมี" ที่เคยบำเพ็ญบารมีร่วมกันมาในอดีต คนหนึ่งอยู่ทางโลกเป็นผู้หญิง, คนหนึ่งอยู่ทางธรรมเป็นผู้ชาย (คู่บารมีเป็นผู้ชายได้ครับ เพราะเราปฏิบัติธรรม จึงไม่จำเป็นต้องเป็นสามีภรรยากัน เป็นสหายธรรมกันก็ได้ครับ) ผมอาจจะมีความชอบทางใดทางหนึ่งอยู่ แต่ก็ละทิ้งอีกทางหนึ่งไม่ได้ (ไม่ใช่จะชอบเชิงชู้สาวนะครับ หมายถึงชอบทางโลกทางธรรมทั้งคู่) แต่ผมก็ยังปล่อยให้ "ธรรมชาติจัดสรร" ต่อไป ผมยังไม่ได้ทำกรรมเืพื่อให้ตนได้ไปสู่ทางใดทางหนึ่ง หรือเกี่ยวเนื่องสัมพันธ์กับคนหนึ่งคนใดเลย และผมก็ไม่รู้จริงๆ ว่าอะไรมันคืออะไร? แม้แต่ปริศนาธรรมที่พระพุทธเจ้าทรงแสดงพุทธปาฏิหาริย์ให้ผมเห็นจะๆ กับตา ผมเองก็ยังตีไม่ออกเลย



 

มารสุรา-อสูรราหู

เรื่องนี้เกิดขึ้นเมื่อไม่กี่วันนี้เองครับ กล่าวคือ ผมอยู่กับพ่อและแม่ในบ้านเดียวกัน พ่อแม่ทำงานทางด้านการเกษตร แต่จะจ้างคนอื่นมาทำงานบ้างเป็นบางครั้ง และแล้ว พ่อและแม่ของผม ก็โดนแบบทดสอบที่ไม่ธรรมดาเข้าให้ กล่าวคือ เริ่มจากแม่มักจะมีอาการแปลกๆ ที่ผมสังเกตุได้ว่าไม่ปกติเหมือนเดิม เ่ช่น แม่หลงๆ ลืมๆ เหมือนคนสติสตังไม่สมบูรณ์ ทั้งๆ ที่ปกติ แม่ไม่ใช่คนแบบนี้ ซึ่งบางครั้งผมก็เป็น ผมก็โดน ก็มีอาการแบบแม่เหมือนกันครับ มันไม่ใช่ภาวะปกติ เรียกว่า โง่จนเหลือเกินคนานับ ผิดปกติมนุษย์ไปเลย เช่น พืชผลที่แม่ปลูกไว้เหี่ยวลง เพราะแม่ให้น้ำแล้วฝนตกซ้ำลงมาปรากฏว่าแม่คิดจะเอา "นมไปรด" ครับ  ผมถามแม่ว่า "แม่ซื้อนมมาทำไม" แม่ว่า "ซื้อไปรดพืชผล จะได้หายเหี่ยว" ผมถามว่าไปเอามาจากไหน? ใครเขาทำกัน? แม่ว่า "เขาทำกันทั้งนั้น แล้วหายเลย" (โอ? งมงายสุดๆ ตั้งแต่เกิดมาเพิ่งเคยพบเคยเห็น) แล้วแม่ก็เอานมไว้ในตู้เย็น ผมเลยเอาไปถวายเทพกุมารแล้วลามากินเฉยเลย ไม่สนใจแม่แล้วพืชผลซึ่งเหี่ยวอยู่ก็หายได้เอง ไม่ตายครับ ต่อมา แม่ก็จ้างคนมาช่วยงาน วันแรก จ้าง ๑ คน ได้งาน ๑ ส่วนเต็ม วันที่สองจ้าง ๒ คน ก็ได้งาน ๑ ส่วนเต็ม ต่อมา จ้าง ๓ คน ก็ได้งาน ๑ ส่วนเต็ม ผมเลิกช่วยแม่ทำงานเลยละ แล้วไม่อยากคุยกับแม่อีก เรียกว่า ผมสไตท์หยุดงานไปเลย วันที่สี่ แม่ก็เอาอีก จ้างพวกเดิมมา ทีนี้มันมากัน ๔ คนได้งาน ๑ ส่วนเต็มเหมือนเดิม ผมคุยกับแม่เลย ปีที่แล้ว แม่ไม่จ้าง ผมช่วยแม่ แม่มีเงินเหลือเก็บ ปีนี้ ถ้าแม่ทำแบบนี้ ผมจะไม่ช่วยอีกแล้ว เด็ดขาดไปเลย สุดท้าย แม่ยอมไม่จ้างพวกนั้นมาแล้วครับ


ที่เห็นทั้งหมดนี้ คือสิ่งที่ตาเนื้อเห็นครับ แต่ในมิติทิพย์มันมี "ตัวบงการ ๒ ตัว" ที่เรามองไม่เห็นอยู่ ได้แก่ อสูรราหู จะมีฤทธิ์ครอบงำให้เรามืดบอด หลงๆ ลืมๆ โง่เง่า ประมาท ขาดความระวัง และอสูรราหูมันชอบขโมยครับ วันแรกมันครอบงำเพื่อนบ้านให้ขโมยแมวผมไปซ่อน ผมดันเห็นแมวผมโผล่หน้าผ่านช่องรอยแตกของบ้าน เอาแมวคืนมาได้ครับ วันที่สองมันครอบงำเด็กที่ทำงานในบ้าน ผมเอากระเป๋าเงินไว้บนตู้เย็น เงินผมหายไปครับ ผมไม่เอาเรื่องแต่บอกแม่ไว้ให้รู้ตัวว่า "บางคน ไว้ใจไม่ได้ครับ" วันต่อมา ผมเอาน้ำมะพร้าวแช่เย็น กินไปบางส่วนที่เหลือถูกขโมยกินครับ (โอ้ว แม่เจ้า! อสูรราหูชอบขโมยน้ำอำมฤทธิ์) ผมโดนเล่นงาน ๓ วันติดกัน ฝีมือผีอสูรราหู ผ่านร่างเปลี่ยนคนไปเรื่อยๆ ไม่เท่านั้น พ่อไปงานศพมา ซึ่งญาติคนนี้ตายลงเพราะกินเหล้ามาก ไปได้ผีมารสุราติดมา พ่อต้องกลายเป็นทาสของเพื่อนกินเหล้า คือ มีเพื่อนพ่อคนหนึ่ง ชอบเอาเหล้ามากินปรนเปรอพ่อให้มีความสุขด้วยคำพูดเอาอกเอาใจ แต่มาถลุงเอาเงินพ่อครับ เพราะคนนี้เองที่เอาลูกจ้างมา ๔ คนแล้วทำงานได้ไม่ต่างจาก ๑ คนเลย เป็นอันว่า แม่ผมก็โดนอสูรราหูครอบงำ ส่วนพ่อผมก็โดนมารสุราครอบงำ ผมต้องเจอ ๒ ตัวนี้ ทั้งมารและอสูร เล่นงานกับพ่อและแม่พร้อมกัน สิ่งที่ผมต่อสู้นี้ มันไม่ใช่มนุษย์ครับ เพราะผมเจอมากับตัว รู้ชัดเจน แทบจะรู้เลยว่ามันเคลื่อนย้ายไปร่างไหน ต่อร่างไหน แล้วก่อเรื่องไหนต่อบ้าง แม้ผมไม่มีตาทิพย์มองเห็น แต่มันไม่ต่างกับมองเห็นเลยครับ มันมีจริงเสียยิ่งกว่าจริง มันเล่นงานผม แกล้งผม ถึงขนาดที่ว่าก่อนผมจะหยิบอะไร มันขโมยไปก่อนหมดเลย ทั้งๆ ที่ของเหล่านั้น ปกติ ไม่เคยหาย ไม่เคยเอาออกไปวางไว้ที่อื่นเลยครับ!



 

พระเลี้ยงไก่เถื่อน

เรื่องนี้เกิดขึ้นเมื่อครั้ง ที่ผมบวชเป็นพระ แล้วได้ไปเยี่ยมเยือนสถานที่ต่างๆ ทั้งสถานธรรมและวัด วันหนึ่งมีโยมฆราวาสผู้ชายคนหนึ่ง อาสาพาผมไปวัดๆ หนึ่ง วัดนี้เป็นวัดชนบทห่างไกลความเจริญ ไม่ได้มีอะไร โดดเด่น ไม่ได้มีคุณค่าทางวัตถุ หรือมีถาวรวัตถุที่มีค่าใดๆ เป็นวัดของชาวบ้านเล็กๆ เท่านั้นเอง เมื่อก่อน มีพระหนุ่มจากแดนไกลมาอยู่กับเจ้าอาวาสท่านนี้ แล้วพระหนุ่มนั้นชอบไสยเวทย์มนต์ดำ จึงอยู่กับท่านเจ้าอาวาสไม่ได้เพราะเจ้าอาวาสไม่ชอบอย่างนั้น วัดนี้มีเหลือเจ้าอาวาสอยู่รูปเดียว ท่านชอบเลี้ยงไก่ป่า เพื่อการอนุรักษ์ เหมือนพระสังฆราชสุก ไก่เถื่อน เพราะท่านเลี้ยงไก่ป่าได้จริงๆ ด้วยด้านหลังวัดนั้นเป็นเนินเขาเตี้ยๆ ไม่มีป่าไม้มากนัก เป็นเพียงป่ารก ไม่สวยงามเท่าไร แต่มีไก่ป่าอยู่บริเวณนั้น เมื่อเดินเข้าไปใกล้ จะได้ยินเสียงไก่ป่าแ่ต่มองไม่เห็นตัวไก่เลยสักตัว ถ้าเดินเข้าไปใกล้มาก ไก่ก็จะหายไป พร้อมทั้งไม่มีเสียงให้ได้ยินอีกด้วย ผมเลยสงสัยว่าท่านเจ้าอาวาสเลี้ยงไก่ป่านั้นได้อย่างไร? เพราะไก่ป่ามันเป็นสัตว์ป่า ไม่ใช่ไก่บ้าน ซึ่งไม่มีความเชื่องมาก่อน ไม่แน่ว่าท่านจะเข้าใจถึงธรรมชาติของสัตว์ป่า ทั้งยังปรับตัวเข้ากับธรรมชาติของสัตว์ป่านั้นได้ดีอีกด้วย ผมเข้าไปสนทนากับท่าน ท่านก็จัดเตรียมอุปกรณ์ที่นอนต่างๆ ให้ แต่เนื่องจากผมยังต้องจำพรรษาที่บ้าน (ซึ่งได้ยกขึ้นเป็นสถานธรรมแล้ว) ให้ครบทั้ง ๓ พรรษา เป็นไปตามความตั้งใจของผมเองที่จะทำให้แก่บ้านของผม ตระกูลของผม ผมจึงบอกท่านว่าผมไม่อาจพักได้ เพราะยังไม่ได้บอกแก่โยมแม่ว่าจะมาพักที่นี่ จำต้องกลับไปพักที่บ้านดังเดิม เรื่องราวของเจ้าอาวาสท่านนี้ กับพระหนุ่มจอมไสยศาสตร์ ยังไม่จบลงโดยง่าย เมื่อพระหนุ่มโกรธแค้นเจ้าอาวาสที่ขับไล่ตนออกจากวัด พระหนุ่มก็ทำทีหว่านล้อมทั้งโยมฆราวาสคนที่พาผมไปนั้น, อาจารย์ของผม และตัวผมด้วย ทั้งสองคนตกเป็นพวกของพระหนุ่ม และมองว่าเจ้าอาวาสเป็นคนไม่ดีไปเลย มีแต่ผมคนเดียวที่ไม่ได้คิดอย่างนั้น แต่พูดอะไรมากไม่ได้ จำต้องปล่อยให้พลังครอบงำลดกำลังลงก่อน จึงจะคุยกันรู้ได้


พระหนุ่มนั้นจึงใช้วิธีแบบของตน สร้างวัดแข่งกับเจ้าอาวาสขึ้นมา แล้วก็ดึงให้ผมไปจำพรรษาอยู่ด้วยแต่ผมรู้ว่าพระหนุ่มรูปนี้มีพลังดำมาก แทรกเข้ามาในตัวผมบ่อยๆ ผมจึงไม่อยู่ด้วย ต่อมาภายหลัง ท่านก็ได้ลูกน้องและบริวารมากขึ้น ดังที่ใจอยากจะได้ เป็นพระที่ยังไม่รู้อะไรมาก ไม่รู้อะไรผิดอะไรถูก อะไรควร อะไรไม่ควร ก็เข้ามาติดสอยห้อยตามด้วยเห็นว่าท่านสร้างวัด เป็นบุญ เป็นของดี เห็นเท่านั้น คิดเท่านั้น ไม่มองให้ละเอียดรอบด้านก็รวมหัวกันต่อไป ฝ่ายเจ้าอาวาส ท่านมีบุญ มีคนเห็นคุณงามความดีท่านที่เลี้ยงไก่ป่า อนุรักษ์ไก่ป่ากระมัง จึงมีโยมบางคน เอาเงินมาทำบุญแล้วช่วยให้ท่านพัฒนาวัด จากวัดที่ไม่มีอะไรเลย ก็เริ่มมีห้องน้ำที่มีมาตรฐานมากขึ้น โดยเจ้าอาวาสเป็นผู้ทำเองด้วย (สองรูปนี้ สร้างบารมีแข่งกันหรืออย่างไร? แล้วเกี่ยวอะไรกับผมด้วยเล่า?) โดยส่วนตัวผมจึงนับถืิอเจ้าอาวาสท่านนี้มากกว่าพระหนุ่มรูปนั้น แต่ด้วยยังไม่ใช่เวลาที่ผมจะอยู่กับท่าน ผมจึงจรจากลาไปก่อน หากมีบุญวาสนาผมได้บวชพระอีกครั้ง ผมก็อาจเลือกที่จะจำอยู่ที่นั่นก็ได้ เพราะมันไม่มีอะไรพิเศษเลย เป็นที่เงียบๆ และห่างไกลตาคน ธรรมดามากๆ หากจะเอาสงบหรือเลือกเป็นที่พักสุดท้ายก่อนตาย ก็นับว่าใช้ได้เหมือนกัน


  
 

พระทำเสน่ห์ฯ

เรื่องนี้เกิดขึ้นเมื่อครั้งผมยังบวชเป็นพระอยู่ แล้วมีฆราวาสท่านหนึ่ง มีปัญหาภายในครอบครัว เนื่องจากมีบุคคลที่สามเข้ามายุ่งเกี่ยวกับฝ่ายสามี คนที่เข้ามายุ่งเกี่ยวนี้เป็นผู้หญิงที่มีทั้งเล่ห์เหลี่ยมและยังใช้พระทำคุณไสย์อีกด้วย ส่วนพระที่ทำคุณไสย์ให้ ก็เป็นพระที่ต้องการลาภสักการะ เพื่อใช้ในการสร้างวัดของตน ไม่สนใจคำทัดทานของผู้ใด เมื่อก่อนพระรูปนี้ มาจากถิ่นอื่นแล้วไปจำวัดที่วัดในท้องถิ่นนั้นๆ แต่ท่านเจ้าอาวาสซึ่งมีอยู่รูปเดียว ไม่เห็นด้วยที่ท่านชอบเล่นไสย์ดำ จึงอยู่ักันไม่ได้ แล้วท่านก็แยกตัวออกไป สร้างวัดของตัวเองตามประสาของพระที่มีอายุน้อยกว่าและไฟแรงกระมังครับ หลังจาก เจ้าอาวาสได้พูดคุยกับพระรูปนี้แล้ว ท่านก็ยังไม่ลดละ ไม่เลิก ไม่เชื่อฟัง ยังคงดื้อดึงทำอยู่ต่อไป ต่อมา อาจารย์ของผมได้เดินทางมาเยี่ยม และได้ไปพักกับพระรูปนี้ด้วย แล้วได้สนทนากันจนสนิทสนม ทำให้อาจารย์ของผม มองว่าเจ้าอาวาสคนนั้นเป็นคนไม่ดีไป (เจ้าอาวาสท่านนี้ สามารถเลี้ยงไก่ป่าเพื่ออนุรักษ์ได้ ผมเคยไปดู ไม่เห็นตัวไก่ป่าเลยสักตัว พอได้ยินเสียงก็หายเข้าป่าไปหมดเลย ไม่รู้ท่านเลี้ยงไก่ป่าให้เชื่องได้อย่างไร ทำให้นึกถึงฉายา "สุก ไก่เถื่อน" จริงๆ) ผมเคยไปพบพระรูปนั้น แล้วต้องนั่งข้างๆ กัน รู้สึุกได้ถึงพลังดำที่แผ่เข้ามาครอบงำไปครึ่งตัว ทำให้ภายในผมอึดอัดและรู้สึกไม่ดี ไปครึ่งหนึ่ง (ครึ่งที่ใกล้กับท่่านนั้น) แต่อีกครึ่งหนึ่งยังไม่เป็นไร แสดงว่าพลังดำในตัวท่านนี้ มีเยอะมากจริงๆ เพราะไม่เพียงเท่านั้น เรายังสงสัยว่าท่านคือผู้ที่ทำคุณไสย์ให้ผู้หญิงคนหนึ่ง อันส่งผลให้ครอบครัวหนึ่งต้องร้าวฉานกัน เป็นคุณไสย์แบบเสน่ห์ยาแฝด หัวหน้าครอบครัวก็ไม่อยากให้แตกแยก แต่อยากให้อยู่กันได้ทั้งสองบ้าน แต่ฝ่ายภรรยาไม่ยอมให้สามีมีสองบ้าน ให้เลิกกับผู้หญิงคนนั้นเสีย เรื่องวุ่นวายอยู่นานพอดู ทั้งเรื่องไสย์ดำและเรื่องการใช้เล่ห์เหลี่ยม จนในที่สุด ก็จบลงได้ เพราะครอบครัวเดิม มีครบทุกอย่างแล้ว หัวหน้าครอบครัวคงไม่อยากจะเสียสิ่งที่มีอยู่แล้ว เพื่อไปเริ่มต้นใหม่ อีกทั้งลูกก็โตมากจนแต่งงานได้แล้วด้วย


สรุปแล้ว เรื่องพระทำเสน่ห์นี้ จึงทำเอาครอบครัวของโยมฆราวาสปั่นป่วนไปพักใหญ่ทีเดียว กว่าเรื่องจะจบลงได้ ทว่า พระรูปนั้นก็ยังคงไม่สำนึกและยังคงทำต่อไป (แม้ว่าเรื่องนี้จะไม่สำเร็จก็ตาม) แต่ท่านได้เปลี่ยนไปทำอย่างอื่น คือ ปั้นเทวรูป, ปั้นพระ ฯลฯ เอาเงินเข้าวัด มาสร้างวัดแทน ชาวบ้านไม่รู้อะไรมาก เห็นการสร้างวัด เป็นของดี เป็นบุญ ก็หลงศรัทธากันมากมาย แต่ไม่เคยรู้เลยว่าท่านผู้นี้ใช้อวิชชานอกรีต เพื่อแสวงหาลาภสักการะอยู่ แม้จะได้รับการโปรดจากทั้งสี่ท่านแล้วก็ไม่สำนึก (เจ้าอาวาส, อาจารย์ของผม, ตัวผมเอง และโยมฆราวาสผู้นั้น สี่คนช่วยกัน ก็ไม่สำเร็จ) ผมคิดว่าท่านคงตั้งจิตมาสร้างวัดก่อน พอสร้างเสร็จแล้วคงพร้อมจะรับธรรมทีหลัง ตอนนั้นอาจพอคิดได้บ้างกระมัง



 

ลามะจอมพิษ

เรื่องนี้เกิดขึ้นเมื่อครั้งที่ผมยังบวชพระอยู่ แล้วได้รู้จักกับโยมสีกาท่านหนึ่งเป็นผู้ปฏิบัติธรรม มีสายธรรมเชื่อมโยงอยู่มาก วันหนึ่ง โยมสีกาจึงเล่าให้ฟังว่าได้เชื่อมต่อสายธรรมไปยัง "พระลามะ" รูปหนึ่ง คาดว่าน่าจะมาจากธิเบตแต่มาทำธุระบางอย่างในประเทศไทยโดยการเืชื่อมโยงสายธรรมผ่านศาลเจ้าแห่งหนึ่ง  ทั้งลูกชายของโยมสีกาซึ่งอยู่ในวัยหนุ่ม ก็อยู่กับพระลามะรูปนี้มานาน ได้รับการสอน ถ่ายทอด อะไรหลายอย่างเช่น การเชิดสิงโต เป็นต้น (ที่ธิเบตจะมีพระลามะร่ายรำใส่หน้ากากเหมือนเทพนักษัตรต่างๆ) ไม่แน่ว่าพระลามะธิเบตรูปนี้ อาจจะสอนอะไรบางอย่างผ่านการเชิดสิงโตบ้างก็เป็นได้ เพียงแต่ผู้ชมนั้นจะสังเกตุเ็ห็นสิ่งที่เปลี่ยนแปลงไปบ้างหรือไม่ก็เท่านั้น เช่น อยู่มาวันหนึ่ง ท่านก็ให้ลูกชายของโยมสีกาคนนี้ แต่งเป็นพระโพธิสัตว์มัญชุศรี (เป็นพระโพธิสัตว์ที่ขี่สิงห์) ซึ่งผมได้เห็นและได้รู้เรื่องราวของเด็กคนนี้พอมาควร ก็พอสัมผัสได้ว่าเด็กคนนี้ สืบสายธรรมตรงจากพระมัญชุศรีโพธิสัตว์ การที่พระลามะธิเบตรูปนั้นทำเ่ช่นนี้ก็เพื่อจะทดสอบดูว่ามีใครในประเทศไทย รู้ถึงเรื่องนี้บ้างซึ่งเด็กชายคนนี้ต้องแสดงเชิดสิงโตให้คนทั่วไปดูด้วย (เป็นอันว่าไม่มีคนไทยคนไหนรู้ทันพระลามะรูปนี้ กระมัง) ทว่า ผมซึ่งบวชเป็นพระไทยอยู่สายเถรวาท ไม่เคยได้พบเห็นหรือพบเจอพระลามะรูปนี้เลย วันหนึ่ง จึงได้ปะลองกันผ่านสีกาท่านนี้


กล่าวคือ เมื่อโยมสีกาเล่าเรื่องมาเท่านี้ ผมก็พอทราบได้ว่าพระลามะธิเบตได้ธรรมอะไรบ้าง โดยเริ่มจากวันหนึ่ง โยมสีกาได้รับ "ยาดองเหล้า" ซึ่งดองสัตว์พิษแปดชนิด (ถ้าจำผิดต้องขออภัย) ไว้รวมกัน ท่านว่าเมื่อโยมสีกาดื่มแล้วจะกลายเป็นพิษชนิดที่เก้า เพราะหลังจากท่านได้จับดูชีพจรบางอย่างก็เห็นว่าภายในของโยมสีกามีปัญหาจึงใช้ยาดองเหล้ารักษา เมื่อโยมสีกานำมาเล่าเช่นนั้นผมจึงแนะโยมสีกาให้ตอบคืนพระลามะด้วยสิ่งของบางอย่าง ให้กันไปกันมา หลายครั้ง เพื่อทดสอบวิชา "จิตสู่จิต" นั่นเอง หลังจากได้ปะลองแล้ว พอว่า วิชาจิตสู่จิตของลามะธิเบตท่านนี้ไม่ธรรมดา เพราะอ่านจิตได้เร็วมาก ความเร็ว ความชำนาญของผม ยังไม่ทัน ยังสู้เขาไม่ได้ เช่น ลามะธิเบตให้กระจกใสมาอันหนึ่ง ผมบอกให้โยมสีกาใช้ผ้าขาวห่อไว้ แล้วให้คืนกลับไป พอโยมสีกาให้คืนกลับไปแบบนั้นแล้ว พระธิเบตก็ให้ สายเชือกสีทองเล็กๆ มาอีก ผมก็บอกให้โยมสีกาหาสายเชือกสีทองอีกอัน ผูกเข้าแล้วส่งคืนให้ ฯลฯ เป็นอันว่าทั้งโยมสีกาและเด็กหนุ่มคนนั้น ไม่เข้าใจว่า กำลังเล่นอะไรกันอยู่ เพราะการสื่อสารด้วยจิตสู่จิตนั้น ย่อมเข้าใจเฉพาะผมและพระลามะธิเบตนั้นเป็นสำคัญ สุดท้าย เขาจึงเปิดเผยให้เห็นอะไรบางอย่าง ผมจึงเข้าใจว่าเขาอยากจะให้ลูกชายของโยมสีกาคนนั้น สืบทอดบางอย่างจากเขา นั่นเอง (ขอเก็บเป็นข้อมูลลับไม่อาจเปิดเผย) เป็นอันว่าการปะลองของผมกับพระลามะจอมพิษ ก็จบลงด้วยดี ด้วยการเชื่อมสัมพันธไมตรีแน่นแฟ้น ซึ่งต่อมา พระลามะธิเบต ก็ได้บวชให้โยมสีกาท่านนั้นด้วย เพื่อต่อสายธรรมวัชรยานจากธิเบตภาคฆราวาส



 

สามเขยร่วมบนบาน

เรื่องนี้เกิดขึ้นไม่นาน ไม่ใช่เรื่องของผมโดยตรง แต่เป็นเรื่องของพี่ชายคนหนึ่ง ซึ่งเป็นลูกของป้าผมเอง ในยามเด็กผมรู้จักกับพี่คนนี้ระดับหนึ่งครับ เพราะตอนเด็กๆ ที่นาผมยังมี อยู่ไม่ไกลกันเท่าไร พ่อแม่ผมก็จะทำไร่ทำนาไป ผมก็จะเล่นอยู่ตามริมคลอง บางทีก็จะได้เห็นปลากระโดดขึ้นมานอนบนดินเฉยๆ โดยที่เราไม่ได้ทำให้เขาขึ้นมาครับ แ่ต่พอจะเข้าไปจับเขาก็กระโดดหนีลงน้ำหมดเลย แปลกดี ผมเคยเจอแบบนี้ แค่ครั้งเดียวเองในชีวิต ทว่า เมื่อผมพอโตขึ้น ชีวิตผมก็เปลี่ยนไป เลยห่างเหินกับพี่คนนี้ ต่อกันไม่ิติด แต่แม่ยังไม่ห่างเหินเพราะทำงานเป็นชาวไร่ชาวนาเหมือนกัน เลยรู้เรื่องแล้วเอามาเล่าต่อให้ผมฟังครับ เรื่องมีไม่มาก คือ ปกติผมและคนในชนบทก็มีความเชื่อเรื่อง "ผีสางเทวดา" และการบนบานสานกล่าวอยู่มาก คือ หลายคนเชื่อว่าถ้าบนบานสานกล่าวกับสิ่งศักดิสิทธิ์ อาจจะได้อย่างนั้นจริงๆ และต้องทำตามที่ตนได้บนไว้ ไม่เช่นนั้น ก็อาจจะเกิดสิ่งไม่ดี หรือเรื่องร้ายๆ กับตัวเองก็ได้ ปกติ ก็จะบนบานสานกล่าวโดยใช้หัวหมูบ้าง, ไก่บ้าง, เหล้าบ้าง, ยาสูบบ้าง, ดอกไม้พวงมาลัยบ้าง ฯลฯ ที่บนแปลกๆ ก็มีไม่มากนักครับ อย่างพี่สาวข้างบ้าน ก็บนให้ได้เป็นข้าราชการ ถ้าได้ก็จะแก้บนด้วยการมีลิเกที่วัดครับ แล้วพี่สาวคนนั้นก็ได้จริงๆ ซึ่งไม่ทราบว่าเป็นผลมาจากอะไร? แต่เมื่อบนไปแล้วก็ต้องทำตามที่บนไว้ครับ คือ จ้างลิเกมาเล่นในงานวัดครับ ส่วนตัวผมเอง ไม่ค่อยบนอะไรนัก และถ้าบนก็ไม่ค่อยได้อย่างนั้น เลยไม่ชอบบนครับ


ทว่า การบนบานของพี่ชายคนนี้แปลกและไม่เหมือนชาวบ้านเขา กล่าวคือ พี่เขาร่วมกับพี่ชายอีกสองคน ซึ่งเป็นเขยของญาติๆ กันเอง เืพื่อทำนาร่วมกัน ให้ได้ผลมากๆ ครับ และเพื่อให้ได้ผลมากๆ วันหนึ่ง หลังจากกินเหล้าเมาแล้ว ทั้งสามเขยก็นึกสนุกหรืออะไรขึ้นมาไม่ทราบ เลยไปบนบานกลางทุ่งกลางท่าว่า ขอให้ข้าวในนาได้ผลมากๆ ดังใจหมาย (เท่าไรจำไม่ได้ครับ) พวกเขาก็จะแก้บนด้วยการแก้ผ้ากลางทุ่งนาครับ แล้วไม่นานเกินรอ ผลผลิตออกมาดี เขาก็เลยต้องทำตามที่ได้บนบานไว้ ทั้งสามเขยก็เลยต้องไปแก้ผ้าแก้บนกลางทุ่งนากันครับ ทั้งสามคนก็ปลอดภัยดี ไม่มีปัญหาอะไรครับ เพราะอาจได้ทำตามที่บนแล้ว นั่นเอง ซึ่งก็ถือว่ายังดีครับ ที่ไม่ไ่ด้บนบานอะไรที่ยากเกินไป ดีกว่าบนเอาจมูกไปแลกปลา จริงไหมครับ? สุดท้ายนี้ ผมขอไม่สรุปนะครับว่าการบนบานสานกล่่าวนั้น ได้ผลจริงหรือไม่? มีจริงหรือไม่? ถูกผิดเพียงใด? เพราะเป็นความเชื่อ เป็นค่านิยมของชาวบ้านเขาครับ ส่วนตัวผมแล้ว เฉยๆ เพราะบนไม่สำเร็จครับ



 

ถูกชกดั้งหัก

เรื่องนี้เกิดขึ้นกับผมนานแล้ว ตั้งแต่ผมยังเรียนอยู่ ยังไม่จบและยังไม่ได้ปฏิบัติธรรมอะไรเลย ชีวิตของผมก็ต้องไหลไปตามกระแสกรรมอย่างไม่อาจฝืนได้ หลายๆ อย่างที่เข้ามาในชีวิต ไม่ใช่สิ่งที่ปรารถนา ช่างเป็นช่วงเวลาที่ขมขื่นพอควร แต่ในความขมขื่นเหล่านั้น ก็แทรกสิ่งที่ลึกซึ้งอยู่ภายใน เหมือนอาหารบางอย่างที่มีรสขม แต่ซ่อนความหวานเอาไว้ ชีวิตของผมในช่วงนั้น ก็เป็นเช่นนี้ ผมมีความรู้สึก นึกคิดและ อารมณ์ความเจ็บปวด เหมือนคนทั่วๆ ไป (ต่างจากตอนนี้ ที่มันน้อยลงๆ เหมือนไม่ค่อยเหลือความรู้สึกอะไรนัก แม้กระทั่งเวลาบาดเจ็บเลือดออก บางทีก็ไม่รู้สึกเลย) แล้ววันหนึ่ง ผมก็ต้องรับวิบากกรรมอย่างหนึ่ง ซึ่งนับว่ารุนแรงพอควรในชีวิต แต่ไม่มากนัก เมื่อเทียบกับวิบากกรรมอื่นๆ ที่ผมเคยรับ และผ่านมาได้ในชีวิตนี้นะครับ นั่นคือ วันหนึ่งผมและเพื่อนๆ ชวนกันไปกินเหล้า เที่ยวกลางคืน เหมือนคนหลงโลกและยังมีชีิวิตมืดมนทั่วๆ ไป แล้วเพื่อนบางคนก็ไปหา ไปชวนเพื่อนใหม่มา โดยที่ผมไม่รู้จักมาก่อน ซึ่งปกติ ผมจะไม่ค่อยตีซี้กับคนที่ไม่ค่อยรู้จักมากนัก แต่เพื่อนบางคนก็ชอบหาเพื่อนใหม่ๆ เราก็เลยไปด้วยกัน แล้วผมก็แกล้งคุยแซว ด่าเพื่อนบ้าง ตามประสาคนที่สนิทกันมากๆ และคบหากันมานาน ไม่คิดอะไรกันครับ บังเอิญเพื่อนคนหนึ่ง เป็นเพื่อนใหม่ มันมาจากทางใต้ และอารมณ์กำลังหงุดหงิด อยากมีเรื่องอะไรประมาณนั้น ผมก็ไม่รู้ เพราะไม่เคยรู้จักกันมาก่อน ผมก็ทำตัวปกติอย่างที่เคยอยู่กับเพื่อนๆ ในกลุ่ม แล้วเพื่อนใหม่คนนั้นเอง ก็เลยบอกว่าอยากคุยอะไรกับผมหน่อย ขอตัวให้ผมแยกออกมา ผมไม่รู้ เพราะไม่เคยโดนลอบทำร้ายครับ ผมก็เลยเอ้า ไปก็ไป เขาก็ล็อกคอผมทำเหมือนว่าตีซี้อะไรแบบนั้น ผมก็ไป จนถึงจุดหนึ่งซึ่งมืดและลับตาคน ไม่มีใครเห็นแล้ว (ตอนนี้ ไปกันสามคน) จู่ๆ เขาก็ซัดผมเลยแบบไม่ทัน ตั้งตัว หลายหมัดทีเดียว ไม่หยุดด้วย ผมโดนไปประมาณหมัดที่สอง ก็เริ่มหมดสติ แต่ผมไม่ยอมล้มลง เขาก็เลยไม่ยอมหยุด เพื่อนอีกคนที่ตามมาด้วย เขาเลยช่วยอ้อมๆ (ไม่กล้าช่วยตรงๆ เขากลัวเพื่อนใหม่คนนี้ครับ เขาเลยแกล้งแอบช่วยผม) คือ เขาผลักผมล้มลงแล้วบอกให้อีกคนหนึ่งว่าไปเที่ยวกันดีกว่า แล้วก็ปล่อยผมสลบอยู่ตรงนั้นเอง ผมสลบไปพักหนึ่ง ก็ได้สติ แล้วก็หาทางกลับบ้านมาเฉยๆ ไม่ได้บอกเพื่อนคนอื่นเลย ต่อมา เพื่อนๆ สงสัยว่าผมหายไปไหน เขาเค้นถามจนได้เรื่อง เขาจึงตามผมมาดูอาการ แล้วเพื่อนคนหนึ่งเห็นจมูกผมเบี้ยวไปเลย ก็เลยบอกว่าให้ไปโรงพยาบาลดีกว่า ผมเลยไปก็ไป (ชีวิตตอนนั้นผม เหมือนปล่อยตัวมาก เวรกรรมอะไรเข้ามาหรือใครให้ไปทำอะไรก็ไปครับ) พอถึงโรงพยาบาล เขาก็ตรวจพบ "กระดูกจมูกหัก" ต้องผ่าตัดเข้ากระดูกเข้าที่ครับ ไม่ได้เสริมจมูกนะครับ มันคนละอย่างกัน


แล้วครั้งแรกในชีวิตที่ผมต้องถูกผ่าตัด ก็เกิดขึ้นจนได้ ความรู้สึกของผมในตอนนั้น ยอมรับวิบากกรรมได้หมดทุกอย่างแล้ว จึงไม่รู้สึกตื่นเต้นหรืออะไรเลย หมอรมยาสลบ เข้ามาก่อน ผมถามหมอว่ามียาทาที่ทำให้ไม่ต้องเจ็บเวลาฉีดยาสลบหรือเปล่า? หมอบอกว่า "จะไม่ยอมเจ็บเลยบ้างหรือไง" แล้วเขาก็ฉีดยาสลบให้ผมที่แขน ผมรู้สึกเย็นมาที่ต้นแขนเลย ผมจึงถามหมอว่า "นานไหม กว่าจะสลบ" แล้วพยาบาลที่เข็ญรถข้างๆ ก็ตอบว่า "เสร็จแล้วค่ะ ไปพักฟื้นที่ห้องนะคะ" อ้่าว นี่ผมสลบไปแว้บเดียวเองนะเนี่ย เผลอไปนิดเดียว หมอก็ผ่าตัดเสร็จแล้ว ดั้งที่หักของผมจึงเข้าที่ แต่ไม่เหมือนเดิมนัก เพราะผมจำแบบเก่าผมได้ครับ แต่มันก็ไม่ถึงกับแย่ ถ้าไม่สังเกตุมากๆ ก็จะไม่รู้ว่าจมูกของผม มันเปลี่ยนแปลงไปนิดหน่อยครับ



 

เสียอาจารย์!

เรื่องนี้เกิดขึ้นเมื่อครั้งผมยังเรียนอยู่มหาวิทยาลัย ผมเรียนไม่จบถึงสามคณะ สามมหาวิทยาลัย ทั้งๆ ที่ผมเป็นคนที่เรียนเก่งมาก่อน แต่เหมือนมีอะไรบางอย่างที่มองไม่เห็น ครอบงำ ทำให้สมองผมและจิตใจของผมย่ำแย่มาก เหมือนสิ่งนั้นไม่ต้องการให้ผมได้ปริญญาตรี มันรบกวนและขัดขวางผมทั้งสมองและจิตใจ จนเมื่อผมได้เข้าเรียนบริหารธุรกิจ ผมสอบตกวิชาบัญชีหลายครั้งทีเดียวทั้งที่ผมเคยเก่งวิชาคณิตศาสตร์ และวิชาบัญชีก็ไม่ได้ใช้สูตรคำณวนมากมายอะไร แต่จะมีตัวเลขเยอะที่ต้องใช้ความละเอียดและความชำนาญในระบบบัญชีสักหน่อยก็เท่านั้น สุดท้าย ผมก็ทำไม่ได้ ไม่ทราบว่าเพราะอะไร บางวิชาผมสงสัยมาก ถึงขนาดไปขออาจารย์ดูกระดาษคำตอบเลย เช่น วิชาการสื่อสารการตลาด ซึ่งผมแอบไปเรียนเอง กับเด็กคณะนิเทศศาสตร์ (หรือบางมหาวิทยาลัยเรียกว่าวารสารศาสตร์หรือสื่อสารมวลชนก็มี) ทว่า เด็กจากคณะวิทยาศาสตร์กลับได้คะแนนสูงกว่าผม ผมขอให้อาจารย์เอาคำตอบมาเทียบกันดู ชัดเจนว่าผมตอบเยอะมากและใส่ความรู้ไปมากกว่า แต่อาจารย์ให้คะแนนผมน้อยกว่าเด็กคณะวิทยาศาสตร์ ผมเลยบอกอาจารย์ว่า เทียบกันดูแล้ว เขาตอบน้อยกว่าผมทั้งเนื้อหาและปริมาณ (เด็กวิทยาศาสตร์ไม่ได้เรียนด้านนี้มาโดยตรงนี่ครับ) แต่ทำไม อาจารย์ใ้ห้คะแนนเขาเยอะมากกว่าผม ในที่สุด อาจารย์ก็ยอมรับแล้วปรับคะแนนให้ผมสูงขึ้นตามที่ควรจะเป็น (ผมรู้สึกว่าอาจารย์ไม่ได้คิดจะกลั่้นแกล้งผม แต่เหมือนเบรอไปชั่วขณะที่ตรวจข้อสอบ เหมือนมีอะไรครอบงำ) และวิชาบัญชีนี่ก็เหมือนกัน ในที่สุด ผมก็ได้อาจารย์ท่านหนึ่งมาช่วยสอนให้ผมแบบเต็มที่ ผมเรียนกันแค่สองคน ต่ออาจารย์หนึ่งท่าน อาจารย์ตั้งใจสอนผมมาก และอาจารย์คนนี้เป็นคนดีมากครับ อาจารย์อายุไม่มาก ยังไม่แต่งงาน และพยายามช่วยให้ผมผ่านให้ได้ เพราะมันเป็นวิชาบังคับ ถ้าไม่ผ่าน ก็ไม่จบครับ ในที่สุด ผมซึ่งเรียนกับเพื่อนไม่กี่คน ก็จบได้ในที่สุด


ทว่า ในวันแม่ อาจารย์ซึ่งขณะกำลังขับรถอยู่ ได้โทรศัพท์ไปคุยกับแม่ แล้วอาจารย์ก็ประสบอุบัติเหตุเสียชีวิต ตอนนั้น ผมไม่ได้คิดอะไรมาก คิดว่าชีวิตคนไม่เที่ยง เป็นธรรมดา ทุกสิ่งทุกอย่าง ล้วนเกิดขึ้นได้ ผมจึงไม่ทันเอะใจว่าเพราะอะไร แต่มาตอนนี้ ผมหวนกลับไปคิดแล้วกลับยิ่้งสงสัยว่า "มีอะไรบางอย่างที่ผมมองไม่เห็น" ทำให้ผมกลายสภาพเป็นคนโง่ (ทั้งๆ ที่ก่อนเข้าเรียนผมทำได้ดีมากๆ เลย) และทำให้เกิดอุบัติเหตุกับอาจารย์ บางครั้ง แม้การได้มาซึ่งใบปริญญา อาจเป็นการแลก ผมไม่รู้ว่าความพยายามที่อาจารย์ช่วยผมนั้น เป็นการแลกหรือไม่? แต่ผมก็สูญเสียอาจารย์ไป เพราะอุบัติเหตุ นั่นคือ สิ่งที่ผมพอจะเข้าใจได้ในระดับของมนุษย์ เดี๋ยวนี้ ผมเริ่มตระหนักถึง "การแลก" มากขึ้น บางอย่างที่เราได้มา มันอาจจะเป็นการแลก และต้องแลกในสิ่งที่เราคาดคิดไม่ึถึงก็เป็นได้ แม้แต่การจบปริญญาก็ตาม (ก่อนหน้านี้ อาจารย์หญิงท่านหนึ่งในคณะที่ผมกำลังศึกษาอยู่แล้วไม่จบ เพราะผมลาออกก่อน ก็พยายามเข็ญให้ผมเรียนให้จบ จนถึงวันหนึ่ง อาจารย์ท่านนี้ก็ถูกยิงเสียชีวิตครับ) ตอนนี้ ผมไม่ต้องการปริญญาอีกแล้ว!



 

ผีฤษีเฝ้าถ้ำ

เรื่องนี้เป็นเรื่องเล่า ที่อาจารย์ฝ่ายฆราวาสของผมเล่าให้ผมฟังอีกที ท่านได้เล่าถึงครั้งที่ท่านจรไปตามป่าเขาและถ้ำต่างๆ ท่านได้พยายามบอกให้ใครหลายคน เช่น พระบางรูป ที่หลงยึดติดถ้ำ ให้หลุดพ้นจากการหลง ท่านบอกว่า พระบางรูป ทำสมาธิแล้วเห็นนิมิตรเป็นทองบ้าง สิ่งมีค่าบ้าง มากมาย ในถ้ำนั้นแล้วไม่ยอมไปไหน ยึดเอาถ้ำนั้นไว้ หวังว่าจะพัฒนาเป็นวัดอะไรแบบนั้น ท่านบอกว่าผีมันหลอกเอา มันทำให้เราเห็นนิมิตรด้วยอำนาจของมัน ครอบงำเรา ให้เราหลงเฝ้าถ้ำ จนตายคาถ้ำก็จะกลายเป็นผีปู่โสมเฝ้าถ้ำต่อจากมัน อยู่แทนผีมัน มันก็จะได้ไปจากที่นั่น ไปผุดไปเกิดเสียที ทว่า ไม่ว่าท่านจะพยายามบอกพระรูปไหน ก็ไม่มีใครเชื่อ เพราะท่านเป็นเพียงฆราวาสธรรมดา แต่พวกเขาล้วนถือตัวว่าเป็นพระ มีศักดิ์สูงกว่า ท่านเล่่าอีกว่าบางถ้ำที่ท่านเคยพบเจอ ท่านเห็นเหลือแต่เศษผ้าเหลือง ไม่มีแม้แต่เศษซากศพ นี่แหละ แม้แต่พระก็ไม่รอด อย่าหลงผ้าเหลืองกันเกินไป หลงดีในตัวเองกันเกินไป เพราะสิ่งต่างๆ ในโลกนี้ ยังมีที่ลึกลับอีกมาก เหนือฟ้ายังมีฟ้าอยู่ เราไม่รู้ว่ามีอะำไรอยู่บ้าง ไม่ว่่าจะเป็นในถ้ำ ก็ดี หรือที่ไหนๆ ก็ดี อาจารย์จึงเตือนผมเสมอให้ระวังไว้ จะได้ไม่ประมาืท ทั้งยังสอนให้ผมรู้เท่าทัน "ผีเสื้อวัด" ด้วย ท่านว่าเดี๋ยวนี้คนหลงสร้างวัดกันมาก ตายไปเป็นผีเฝ้าวัด ผีเสื้อวัด กันเยอะ ท่านแนะนำให้ผมว่าไม่ต้องสร้างแล้ว พอแล้ว หลายคนทีเดียว ไม่รู้ตัวว่าเวลาทำสมาธินั้น อาจถูก "นิมิตรหลอก" เอาได้ จำต้องผ่านด่านนิมิตรหลอกให้ได้ก่อน จึงจะเห็น "โลกทิพย์ของจริง" ตาในที่เปิดแรกๆ ยังสับสนแยกไม่ออก จะถูกหลอกง่ายครับ บางคนถูกหลอกจนเลิกฝึกหรือไม่เชื่ออะไรที่เห็นไปหมดเลย ก็มี แต่ถ้าตาทิพย์ละเอียดดีแล้ว มันจะจับของจริง ระดับคลื่นความถี่จริงได้ มันจะไม่ถูกหลอกง่ายๆ แล้วครับ ทีนี้ ก็จะได้เห็นโลกทิพย์ของจริงได้ครับ


เนื่องจากอาจารย์ท่านนี้เป็นฆราวาส และไม่มีชื่อเสียงอะไร จึงไม่ค่อยมีใครเชื่อท่านนัก แต่ท่านก็ทำเครื่องรางของขลังบ้าง แล้วก็เลิกทำ ท่านว่าพวกเราเป็น "ผีบ้า" คือ ทำอะไรไม่เหมือนชาวบ้านเขา ไม่เหมือนคนอื่นเขา ท่านล้อเล่นด้วยความเอ็นดูน่ะครับ นอกจากนี้ ท่านก็ระลึกชาติได้หลายชาติทีเดียว ท่านว่าแต่ละชาติไม่ค่อยได้เกิดเป็นคนธรรมดานัก มีแต่กษัตริย์บ้าง, พระดังๆ บ้าง ในบางชาติก็เคยเกิดเป็นพระสาวกของพระพุทธเจ้าองค์ก่อนๆ ก็มี ซึ่งผมเข้าใจว่ามีบางท่านที่ได้ให้สัจสัญญากันไว้ว่าจะมาเกิดเพื่อช่วยเหลือพระศาสนาของพระพุทธเจ้า ๕ พระองค์ในภัทรกัปนี้ ดังนั้น ท่านเหล่านี้ จึงเป็นหัวหอกสำคัญของศาสนาพุทธทั้ง ๕ ยุคกาลสมัย ไม่แปลกที่ท่านจะ่ผ่านยุคศาสนาของพระพุทธเจ้าองค์อื่นๆ มา  ซึ่งไม่ใช่อาจารย์ท่านนี้ท่านเดียว แต่ยังมีอาจารย์อีกท่านด้วย ซึ่งผมสัมผัสได้ว่าเข้าข่ายนี้ครับ



 

สัญญารัก 7 ปี

เรื่องนี้เกิดขึ้นมา 7 ปีแล้ว เริ่มต้นจากผมได้ไปเยือนอินเดียจึงบอกกับคนๆ หนึ่งว่าจะซื้ออัญมณีอินเดียมาฝาก แต่พอไปถึงอินเดียแล้วก็ดูไม่ออกว่าอันไหนจริง อันไหนปลอม ไม่รู้ราคาและกลัวว่าจะถูกหลอกเอา  สุดท้าย ก็เลยไม่กล้าซื้อ ต้องซื้อพรหมอินเดียมาให้เขาแทน ต่อมา เขาเลยทวงสัญญาและเป็นผลให้ผมต้องให้สัจสัญญาอย่างหนึ่งกับเขา และผลจากสัญญานั้นผมไม่อาจจะมีแฟนเป็นคนได้อีก ซึ่งตอนนั้นผมคิดว่าจะบวชตลอดชีวิตแล้วจึงคิดว่าน่าจะทำได้ เลยสัญญาไปไม่ได้คิดอะไรมากครับ จนถึงวันนี้ ก็ 7 ปีแล้ว อาจจะมีคนดีๆ ผ่านเข้ามาในชีวิตผมบ้าง แต่ผมก็ต้องลาจากเขาไปโดยไม่ให้เขาต้องมาทรมานใจกับสัจสัญญาของผมกับคนอื่น และต่อมาอาจารย์คนหนึ่งของผมได้แจ้งแก่ผมว่าผมต้องแต่งงาน (แกได้ข้อมูลจากเบื้องบนและทำกิจตามคำสั่งเบื้องบนครับ) ทำให้ในที่สุดผมตัดสินใจแต่งงานกับป้ายวิญญาณในขณะที่ยังไม่สึกจากพระ (เพราะแต่งกับคนไม่ได้ไงครับ และไม่มีศีลพระข้อไหนห้ามด้วย) อีกทั้ง ผมยังได้รับการช่วยเหลือจากอาจารย์ครั้งหนึ่ง โดยอาจารย์ดึงเอาผีผู้หญิงในชุดจีนจำนวนมาก ออกมาจากตัวผม ผมได้อ่านและดูหนังหลายเรื่องทีเดียว มันซึ้งใจมาก และตรงกับชีวิตของผม อย่างเอี้ยก้วยก็ต้องรอเซียวเล่งนึ้งถึง 16 ปี หรือสัจจะสัญญาของอึ้งเซียง (ผู้คิดค้นวิชาเก้าอิม) ก็ยังยาวนานถึง ๙ ปี แล้วก็เรื่องนางพญางูขาวอีก ทำให้ผมคิดว่าบางครั้งเรื่องในโลก ยากที่จะหาเหตุผลมาอธิบาย แต่ทุกอย่างล้วนมีเหตุมาก่อนทั้งสิ้น หากไม่มีเหตุแล้ว ย่อมไม่มีผล หากไม่มีเรื่องต้นมาก่อน แล้วไยจะมีผลบั้นปลายได้?


คนเราแต่ละคน มีเวรกรรมทำมาต่างกัน ไม่อาจจะบอกได้ว่าสิ่งใดถูกหรือผิดแน่แท้ เพราะถ้าคนเราไม่มีกรรมเก่ามาก่อน สามารถเลือกกรรมใหม่ได้ทุกคนก็อยากเกิดมาได้แต่สิ่งดีๆ กันทั้งนั้นแหละ ใช่ไหมครับ? อย่างผม เป็นคนที่รักใครได้ไม่ยาก แต่ถ้าผมฝืนใจตัวเอง ก็จะถูกพลังเย็นครอบงำ ทำให้มีจิตใจเย็นเยือก เป็นคนเลือดเย็นทันที ผมต้องปล่อยให้ใจรักและชอบใครต่อใครไป ทั้งๆ ที่มันเป็นไปไม่ได้ แล้วก็ต้องหาทางเรียนรู้ที่จะอยู่ต่อไปอย่างไรให้ได้ ไม่เป็นภัยแก่คนอื่น ก็เท่านั้น และนี่ก็คือ สัญญารัก 7 ปีของผม




 

สาร์นต่างมิติ

เรื่องนี้เกิดขึ้นหลังจากผมไม่มีสามเณรคู่หูคอยช่วยงานแล้ว ทำให้ผมต้องลุยเดี่ยวและเริ่มได้รับข้อมูลต่างๆ เดิมที ผมไม่อาจแยกแยะหรือสรุปได้ว่าข้อมูลที่ได้รับเป็นอะไร? เช่น เป็นความคิดของผมเองไหม, เป็นความหลงหรือเปล่า?, นิมิตหลอนหรือไม่? ฯลฯ ผมสรุปและพิสูจน์ไม่ได้ทั้งหมด นี่คือ ความจริง ทว่า ข้อมูลหลายอย่างค่อนข้างตรงและพิสูจน์ได้ระดับหนึ่งว่าใกล้เคียงความจริง บางอย่างเปิดเผยได้ แต่บางอย่างก็เปิดเผยไม่ได้ ผมจึงสงสัยว่ามันจะเป็น "ญาณหยั่งรู้" ของผมเองได้หรือไม่? ผมซึ่งเคยฝึกสติปัฏฐานมากไม่น้อย จิตของผมก็ละเอียดพอควร ก็พิจารณาธรรมในธรรมดู แยกแยะดู อย่างแรก ผมพอจะคุ้นเคยกับญาณหยั่งรู้ของตัวเองระดับหนึ่ง กล่าวคือ ถ้าเราต้องการใช้มัน ก็ใช้่ได้ทุกเวลาที่้ต้องการครับ ไม่ต้องรอเวลาหรือรออะไรจากใคร แต่มันจะไม่มากนัก มันช่วยเราได้นิดหน่อย ส่วนใหญ่ช่วยอธิบายขยายความอะไรแบบนั้น ไม่ได้ช่วยแบบเกินจริง แต่ข้อมูลที่ผมได้รับ บางอย่าง หรือหลายๆ อย่าง ผมรู้สึกมันค่อนข้าง "เว่อร์เกินไป" จนผมเองก็ไม่รู้จะเชื่อดีหรือไม่? ผมก็ได้แต่เขียนเอาไว้ก่อน จดเอาไว้ก่อน กันลืม แล้วค่อยมาดู มาพิจารณาอีกทีเท่านั้น และหลายครั้ง ข้อมูลเหล่านี้ "กำหนดไม่ได้" คือ เราไม่อาจกำหนดได้ว่าเราอยากรู้อะไร เวลาไหน? มันเหมือนไม่ใช่ญาณหยั่งรู้ของเรา เราเลยไม่อาจใช้มันได้ตามใจเราต้องการ อยู่ๆ มันก็แว้บเข้ามาเอง เสียอย่างนั้น แถมเป็นเรื่องอะไรหลากหลาย อย่างที่ไม่อาจจะควบคุมไำด้ด้วย สุดท้าย ผมจึงใช้สมมุติฐานเีรียกข้อมูลเหล่านี้ว่า "สาร์นต่างมิติ" ไว้ก่อน แล้วจึงค่อยนำข้อมูลเหล่านี้มาศึกษาต่ออีกที ว่ามีความน่าเชื่อถือ ความแม่นยำ มากน้อยเพียงใด ก็เท่านั้น


ผมเริ่มได้รับสาร์นต่างมิติ โดยไม่ผ่านหูทิพย์และตาทิพย์ แต่มันมาเหมือน "ความคิด" ของเรานี่เอง ทว่า อย่างที่ผมบอก มันแตกต่างจากความคิดและญาณหยั่งรู้ของเรา เพราะมัน "ควบคุมไม่ไ่ด้" ครับ ถ้ามันเป็นความคิดของผม ผมน่าจะควบคุมมันได้สิ แน่นอน ผมเป็นคนปกติ มีความคิด และความคิดของผม ก็ยังมีอยู่ ทำงานอยู่ แต่สิ่งที่ผมได้รับนั้น มันแตกต่างจากความคิด แตกต่างจากญาณหยั่งรู้ แตกต่างจากอะไรที่จะเรียกได้ว่า "เป็นของผม อยู่ในตัวของผม" เพราะบางครั้ง มันก็แว้บเข้ามา บางครั้ง พยายามแค่ไหน มันก็ไม่มีอะไรเลย นอกจาก "เราิคิดไปเอง" จากนั้นมา ผมจึงได้พบว่า มีฝรั่งทำหน้าที่สื่อสารต่างมิติด้วย เขาเขียนบทความเรื่องต่างๆ ลงในอินเตอร์เน็ต ก็เลยลองอ่านดู ตกใจมากครับ มันสอดคล้องกับสิ่งที่ผมได้รับมากๆ แต่บางส่วนของฝรั่งไม่มี หรืออธิบายไม่ชัด ของฝรั่งจะดีตรงที่เขาใช้ภาษาสวยหรู อ่านแล้วโน้มน้าวใจให้คล้อยตามได้ดี แต่ข้อมูลหรือรายละเอียดบางอย่าง ขาดตกบกพร่องไป ทำให้คนอ่านอาจเข้าใจผิดได้ ส่วนผมก็มาได้ส่วนที่ขาดตกบกพร่องนั้น ผมจึงทำหน้าที่โพสกระทู้เกี่ยวกับการสื่อสารต่างมิติบ้าง เพื่อเสริมเข้าไป หวังว่าจะเป็นประโยชน์ต่อมวลมนุษยชาติในอนาคต เท่าที่จะทำได้ครับ



 

เอาบ้านเป็นวัด

เรื่องนี้เกิดขึ้นเมื่อครั้งที่ผมบวชเป็นพระ กลับจากการจรจาริกแสวงธรรม หลังจากได้พบ "พระไม่มีวัด" มาแล้ว ผมก็กลายเป็น "พระไม่มีวัด" อีกเช่นกัน จริงๆ แล้ว ผมไม่มีวัดมาก่อนที่จะเจอกับหลวงพ่อท่านนี้ด้วยซ้ำ เนื่องจากภายหลังที่ผมออกจากวัดในชุมชนเพื่อไปยังอีกวัดหนึ่ง แล้วปล่อยให้สามเณรอยู่รูปเดียวนั้น หลังจากสามเณรสึกแล้วออกจากวัดไป พระรูปอื่นๆ ก็ย้ายข้าวของผมออกทันที แม่ต้องไปขนกลับบ้านก็เลยทำให้ผมไม่มีที่อยู่ ผมไม่อยากมีเรื่อง แต่รู้อยู่ว่าใครทำอะไร มีนิสัยอย่างไร ก็ปล่อยไปตามกรรมครับ ในที่สุดผมจึงต้องมาพักที่บ้านชั่วคราว พอเข้าถึงช่วงเข้าพรรษา ผมจึงต้องจำพรรษาที่บ้านของผมเอง เพราะเป็นพระไม่มีวัด ซึ่งผมก็ถือโอกาสพลิกวิกฤติมาสร้างความเจริญให้กับตระกูลไปเลย คือ ผมปรับให้บ้านพัฒนาึขึ้นเป็น "สำนักปฏิบัติธรรม" และมีผมเป็นพระสงฆ์จำพรรษาอยู่ รวมแล้วได้ ๓ พรรษาครับ มันทำให้บ้านและตระกูลเปลี่ยนไป เหมือนเปลี่ยนวรรณะจากวรรณะไพร่ เป็นวรรณพราหมณ์อะไรอย่างนั้น ก็ส่งผลให้แม่ผมเปลี่ยนไปด้วย หลังจากนั้น แม่ก็ปฏิบัติธรรมมาตลอด และเพื่อให้มีสิ่งสมมุติประจำอยู่ ให้คนในบ้านเข้าใจชัดเจน ผมจึงต้องจัดโต๊ะหมู่บูชาขึ้นเหมือนตำหนักทรงอื่นๆ คือทำให้มันดูจริงจังเปลี่ยนจากเดิมไปเลย แต่ผมไม่มีการเข้าทรงนะครับ เป็นแค่การปฏิบัติเองที่บ้านเราเท่านั้น และถ้ามีญาติธรรมมาจากแดนไกลไม่มีที่พัก เราก็ต้อนรับและรับรองที่พักให้ เหมือนสถานธรรมทั่วไปครับ ซึ่งทั้งหมดนี้มันเกิดขึ้นโดยผมเองก็ไม่ได้ตั้งเจตนาจะให้เป็นตั้งแต่แรก แต่มันมีเหตุการณ์หลายๆ อย่างบีบบังคับมาก่อน ก็เลยต้องพลิกสถานการณ์ร้ายๆ ให้กลายเป็นโอกาสดีๆ ครับ ช่วงแรกมีแรงต่อต้านมากจากบางคน ที่เขาเห็นว่่ามันผิด หรือเป็นสิ่งที่ไม่เคยมีใครทำมาก่อน ทั้งพ่อผมก็ไม่ยอมรับครับ แต่ผมก็ต้องอดทน ป่วยการที่จะอธิบาย ต่อให้อธิบายเท่าไรก็ไม่มีผล ยิ่งทำให้เป็นเรื่องมากขึ้นครับ เงียบๆ เฉยๆ ไปดีกว่า เพราะถ้าดูเปลือกนอกผิวเผิน มันเป็นเหมือนการแหกคอก หรือทำสิ่งผิด แต่ถ้ามองอีกมุมหนึ่ง มันดีต่อบ้านและดีต่อตระกูลเรามากกว่าครับ เพราะการมีพระมาจำพรรษาอยู่บ้านถึง ๓ พรรษา ผมคิดว่าเป็นมงคลแก่บ้านครับ


จากนั้นมา บ้านผมก็เีิ่ริ่มเปลี่ยนไป จากยุคที่ตาผมอยู่ ดูแลทุกคนได้ดี แต่ละคนเกรงใจ จึงทำให้อยู่ด้วยกันอย่่างสงบสุข ไม่มีเรื่องอะไรกัน พอตาเสียแล้ว พ่อก็อารวาด เหมือนคนที่เก็บกดว่าตัวเองเป็นสามีจะได้เป็นใหญ่ในบ้านเสียทีอะไรแบบนั้น พอพ่อมาเป็นผู้นำครอบครัว แม่ก็แย่ครับ ทุกอย่่างไม่มีความเจริญ มีแต่ความเสื่อมลงๆ จนบ้านที่เคยมีที่นา ก็ต้องขายหมด ในช่วงที่ทุกอย่างกำลังจะหมดไปนั่นเอง ผมจึงได้กลับมาบ้าน แล้วค่อยๆ ยกบ้านขึ้นเป็นสำนักปฏิบัติธรรมที่ไม่ได้ประกาศตัวโด่งดังอะไร ปฏิบัติกันเองในบ้านครับ บ้านก็ค่อยๆ เจริญขึ้น เริ่มมีเงินไหลเข้ามาบ้านมากขึ้น แม่เริ่มสบายขึ้น ผมมองเห็นอดีตชาติของพ่อชาติหนึ่ง พ่อแค้นพวกเรามากในชาตินั้นเลยสาบานว่่าจะมาล้างผลาญครอบครัวเราให้หมดครับ ไม่รู้จริงหรือเปล่า? เพราะไม่มีอะไรพิสูจน์และยืนยันได้แต่พ่อก็ทำไปไม่น้อยแล้ว อย่างน้อยเราก็ไม่เหลือที่นาในยุคของพ่อ (พ่อมักโทษลูกว่าเพราะส่งลูกเรียน ทว่า ลูกแทบไม่ได้ขอเงินทางบ้าน เพราะลูกได้ทุนบ้าง กู้เงินทุนการศึกษาฯ บ้างครับ) ผมจึงกลับมาปฏิวัติเงียบเสียเลยเพราะถ้าปล่อยต่อไป บ้านคงฉิบหายแน่ (ขอโทษที่ใช้คำแรงครับ มันอย่างนั้นจริงๆ) เพราะแม้กระทั่งผมปลูกต้นไม้พัฒนาบ้าน ผมก็ถูกทำลายโดนพ่อเป็นประจำ และจะพูดไม่ได้เลย จะกลายเป็นเรื่อง พ่อจะโวยวายใหญ่โตขึ้นมาเลย ทั้งๆ ที่เราไม่ได้ต้องการจะทะเลาะ เราแค่อยากจะบอกว่าระวังต้นไม้เราด้วย เราปลูกไว้ พัฒนาบ้าน ซึ่งมันไม่ได้ปลูกเกะกะ (ผมชอบปลูกต้นไม้ในป่ารกๆ ที่ไม่มีใครสนใจ พอปลูกแล้วพ่อก็เข้าไปทำลายมัน ก่อนปลูกพ่อก็ไม่สนใจมันครับ พอผมปลูกแล้วเป็นเรื่องทุกที) ตอนนี้ ครอบครัวผมไม่มีที่นาแล้ว แต่ผมกำลังหาที่นาใหม่ให้แม่ที่ดีกว่า "นาดิน" นั่นคือ "นาบุญ" ครับ คนเราต้องมีที่ๆ จะสร้างคุณงามความดี นั่นแหละ "นาบุญ" จึงจะอยู่รอด มีความเจริญรุ่งเรืองในชีวิตได้ แม้จะผิดแตกต่างจากคนอื่นไป แต่ผมว่ามันดีต่อครอบครัวครับ






 

พระไม่มีวัด

เรื่องนี้เกิดขึ้นเมื่อครั้งผมบวชเป็นพระแล้ว ได้จรจาริกไปเพื่อแสวงหาธรรมเพิ่มเติม ที่สถานธรรมแห่งหนึ่ง ซึ่งมีอาจารย์เป็นฆราวาสคอยดูแล ณ ที่นั่นเอง ผมได้พบกับท่านอื่นๆ ที่แสวงหาธรรมเช่นกัน เราจึงได้พูดคุยสนทนาธรรมกันบ้างเล็กน้อย และผมก็ได้สนทนาํธรรมกับหลวงพ่อรูปหนึ่ง ดูบางทีท่านเหมือนคนที่ยังไม่แก่ เหมือนหลวงพี่ ดูกระฉับกระเฉงและไม่ทำตัวเป็นคนแก่ เปิดใจเรียนรู้ ไม่ถือตัวเท่าไร แต่ดูบางทีก็จะรู้ว่าท่านน่าจะประมาณหลวงพ่อได้แล้ว ท่านบวชมานานพอดู แต่ท่านเป็นพระไม่มีวัด คือ ท่านจะจรจาริกไปเรื่อยๆ จากที่หนึ่งไปที่หนึ่ง ไม่ได้อยู่ประจำ และไม่มีกำหนดที่แน่ชัด แล้วท่านได้เล่าให้ฟังว่าเมื่อครั้งท่านปฏิบัติสติปัฏฐานกับพระอาจารย์ของท่านนั้น ท่านปฏิบัติไปจนถึงจุดหนึ่ง ก็เห็น "กายในกาย" ของตนเอง คือ เห็นกายอันเป็นทิพย์, กายละเอียดของตนเอง มีลักษณะใสเหมือนแก้ว แต่เปล่งประกายเหมือนเพชร เมื่อท่านค่อยๆ เคลื่อนแขนขึ้นก็เห็นแขนแยกออกเป็นหลายๆ แขน เหมือนเป็นพันกรอย่างนั้น แล้วท่านก็ไปถามพระอาจารย์ๆ ก็บอกว่่า "สักแต่ว่ารู้ไป" ซึ่ง ณ ที่นั่น ยังมีพระรูปอื่นๆ อยู่อีก มีพระหนุ่มรูปหนึ่งตั้งใจปฏิบัติอยู่มาก แต่ยังติดขัดบางประการ ไปต่อไม่ได้ คือ อาศัยวิชาความรู้ที่ได้รับมา ปฏิบัติไปแล้ว ติดขัด ไม่อาจเดินหน้าต่อได้ ผมก็สนทนาด้วย แต่ไม่เหมาะที่จะอยู่ช่วยเหลือนานๆ ทั้งยังเห็นว่าหลวงพี่อีกท่านที่ได้คุยกันนี้ น่าจะเหมาะสมช่วยเหลือพระหนุ่มรูปนั้นมากกว่า อีกทั้งยังเห็นว่าทั้งสองท่านมีศรัทธาต่อกันอยู่ น่าจะมีบุญวาสนาได้ช่วยเหลือเกื้อกูลกัน จึงไม่ค่อยได้เข้าไปยุ่งมากนัก ด้วยพระหนุ่มเึคยมีปัญหาเรื่องพลังงานแทรกเข้ามา ทำให้กลายเป็นคนดุร้าย เขาพยายามสลัดสิ่งนั้นออกไป แต่ได้เพียงชั่วขณะก็จะกลับมาอีก ผมได้แต่แนะว่าให้ปฏิบัติเบาๆ ลง ใกล้สภาวะนิ่งมากขึ้น ค่อยๆ ปรับไป ส่วนหลวงพี่ ก็เข้ามาช่วยอีกแบบ คือ ท่านว่าท่านพอมีคาถาไล่ ... ให้ออกไป อะไรแบบนั้น ก็เลยลองดู


ในช่วงหนึ่งของการปฏิบัติ หลวงพ่อรูปนี้ ก็นั่งสมาธิแล้วปล่อยตามธรรมชาติ (เป็นแบบของการฝึกที่นี่) ก็เอนหลังแล้วนอนไป ปล่อยตามอาการภายใน แล้วใช้สติพิจารณาดูเฉยๆ ไม่ได้บังคับร่างกาย ให้ต้องอยู่ในลักษณะใดลักษณะหนึ่ง จู่ๆ ก็มีแม่ชีอีกรูปเข้ามา แล้วก็ใช้เท้ากระทืบท้องท่าน แล้วก็มีฆราวาสอีกท่านเข้ามาใกล้ๆ เอามือฟาดเสาเหล็กดังสนั่น (คล้ายๆ กับทรงเจ้าน่ะครับแต่ไม่ใช่นะครับ) แล้วดึงตัวแม่ชีออกไปจากพระ เมื่อหยุดปฏิบัติแล้ว แม่ชีก็บอกว่าเบื้องบนสั่งให้ทำอย่างนั้น ส่วนฆราวาสอีกท่านก็บอกว่าเทพกวนอูมาช่วยไล่มาร ส่วนผมก็ดูเฉยๆ เพราะปฏิบัติไปบ้างแล้ว กำลังพักอยู่ จึงได้เห็นเหตุการณ์พอดี ซึ่งก็ไม่มีอะไรมากครับ เราเข้าใจว่าขณะอยู่ในกรรมฐานแบบนี้ ก็อาจไหลไปตามอะไรๆ ได้ แล้วพอออกจากกรรมฐานนี้ ก็หมดไป พ้นไปครับ เราก็ใช้สติพิจารณาตัวเราไปครับ มันไม่มีอะไรผิดหรือถูก เพียงแต่เราจะวนติดอยู่ในสภาวะแบบใดแบบหนึ่งนั้น นานแค่ไหน ก็เท่านั้นเอง เช่น บางคนคิดว่าสภาวะนั้นๆ ซึ่งตนเข้าถึงอยู่ ถูกต้องแล้ว อาจจะวนอยู่แต่ในสภาวะนั้นๆ อยู่นาน จนไม่ออกไปไหน และไม่เกิดปัญญาก็มี ปฏิบัติอยู่ที่นั่นได้พอควรแล้ว ผมก็จรจากมา เนื่องจาก การอยู่ในสถานที่ที่ตนนิยมมากไป ทำให้ยึดติดได้ครับ อีกทั้งที่นั่นเจ้าของสถานที่ยังสร้างกุฎิที่สัปปายะ สงบร่มรื่นไว้ให้อีกด้วย เ็ป็นกุฎิที่ไม่มีพระอยู่ถ้าผมอยู่ประำจำก็จะกลายเป็นเจ้าของกุฎิไป ไม่มีใครว่าครับ ประกอบกับมีพระอีกรูปที่ไม่มีที่พัก กางเต้นท์อยู่ข้างนอก ผมก็เลยรีบกลับดีกว่า เพื่อท่านจะได้มีที่พัก ส่วนผมก็ปฏิบัติมากพอแล้ว จึงจรจาริกต่อไปครับ



 

รับเสด็จพระพุทธเจ้า ๒๘ พระองค์

เรื่องนี้เกิดขึ้นเมื่อครั้งผมยังไม่ได้บวชเป็นสามเณรหนึ่งปี ช่วงนั้นลาออกจากงานแล้วเป็นฆราวาสห่มขาวบ่อยๆ จรจาจิกแสวงธรรมไปทั่ว วันหนึ่งได้คุยกับคนๆ หนึ่ง เขาพูดถึงวัดๆ หนึ่งที่เชียงใหม่ ผมก็ตัดสินใจไปทันที โดยไม่ทราบเรื่องราวอะไรมาก่อน พอไปถึงปรากฏว่าเป็นวันที่เขาจัดงานบุญใหญ่กันพอดี มีทั้งชาวไทยภูเขาและชาวพื้นราบมาร่วมด้วย มีเดินขบวนแห่ด้วย เรียกว่าไปโดยไม่ได้ตั้งใจ ไม่ได้นัดหมาย ก็เลยต้องนอนในโบสถ์ แล้วตกเย็นก็มีรถบัสนำพาคนทำบุญมาอีกมากมาย ทำให้คนนอนเต็มวัดไปหมด ที่พักไม่พอ บางคนก็มานอนในโบสถ์เหมือนผมด้วย เ็ต็มไปหมดเลย รุ่งเช้า ตื่นขึ้นมา ก็มีละอองไอน้ำที่คล้ายๆ หมอกหนาๆ แต่มันมีไอน้ำเย็นๆ ด้วย ไม่ใช่แค่หมอก มาเต็มไปหมด จนแทบมองอะไรไม่เห็นเลย เป็นอยู่แค่วันเดียวครับ วันอื่นก็ไม่มีอีก ผมก็ได้ืำืทำบุญไปตามประเพณี จนถึงเวลาหมดช่วงงานบุญแล้ว จึงออกสำรวจบริเวณรอบๆ ผู้คนที่นี่ตั้งใจกินเจกันครับ ไม่กินเนื้อสัตว์เลย อาหารทุกอย่างเป็นเจทั้งหมด และเป็นการกินเจทั้งชีวิต ทั้งครอบครัว ทั้งชุมชนด้วย แปลกดี ตกค่ำ ก็พากันมาสวดมนต์ในโบสถ์กันครับ ทุกวันเลย ไม่ใช่เฉพาะแต่วันพระเท่านั้น แล้วผมก็ไปเจออีกวัดหนึ่ง สร้างโดย "ครูบาฯ" องค์เดียวกัน อยู่ไม่ไกลจากกัน ที่วัดนี้มีเจดีย์ใหญ่ด้วย สวยงามดี ผมเดินสำรวจไปรอบๆ อยู่คนเดียว แล้วจู่ๆ ก็มีพระหนุ่มรูปหนึ่งมาจากไหนไม่ทราบ ท่านมาสนทนาธรรมด้วย คุยกันไปมา มีชาวบ้านทำงานขูดหยดเทียนที่ติดอยู่ตามพื้น ได้ยินเราคุยกัน เขาก็เงียบฟังหมดทุกคนเลย (ชาวบ้านเอาจริงกับธรรมมาก) จนถึงจุดที่เราคุยกันยากขึ้นๆ ไม่ค่อยรู้เรื่อง พวกเขาก็เลยไม่ฟังต่อ ท่านบอกว่าท่านอายุยังน้อย แต่ไม่อยากมีครอบครัวแล้ว เอานิพพานดีกว่า แล้วผมก็ได้ทำบุญสนับสนุนท่านไปด้วย "ไตรจีวรชุดหนึ่ง" ในช่วงเวลานั้น แม่ผม เป็นห่วงเพราะผมไปนานพอควร ก็ตามมา แล้วได้ทำบุญไปด้วยกัน พระรูปนี้แปลกดี อยู่ในกุฏิรูปเรือด้วย


ก่อนหน้านั้น ช่วงที่แม่ของผมยังไม่มานั้นเอง เป็นช่วงท้ายของงานบุญ คนอื่นๆ เริ่มกลับกันหมดแล้ว ก็มีคนอีกกลุ่มหนึ่ง เอาพระพุทธรูปแกะสลักจากหินหยกหรืออย่างไรไม่ทราบ มาด้วยกัน ๒๘ องค์ เพื่อบรรจุไว้ในพระเจดีย์นั้น ก่อนที่เจดีย์จะปิดครับ ผมก็อยู่แถวนั้นพอดี คนๆ หนึ่งเขาเหมือนพราหมณ์ มีอาชีพดูหมอด้วยครับ เขาเลยเรียกผมไป ให้ช่วยถือองค์พระพุทธรูปแกะสลัก (เพราะมีถึง ๒๘ องค์ไงครับ) เขาก็ทำพิธีเชิญอะไรด้วย คือ อัญเชิญพระพุทธเจ้าทั้ง ๒๘ พระองค์ ผมก็เลยถามเขาว่าเป็นอย่างไรบ้าง ตอนที่ทำพิธีนั้น คนที่เป็นหมอดูก็บอกว่า เขาเห็นพระพุทธเจ้าทั้ง ๒๘ พระองค์เสด็จมาด้วย องค์ปฐมอยู่บนยอดเจดีย์ องค์อื่นๆ อยู่รอบๆ ผมงงนิดหนึ่ง เพราะใน ๒๘ พระองค์นี้มีพระศรีอาริยเมตตรัยด้วย แล้วท่านยังไม่ได้ตรัสรู้นี่นา? ผมเลยถามว่าแล้วเห็นพระศรีอาริยเมตตรัยไหม? เขาก็ว่าเห็นด้วย แปลกดี ผมคงไม่ขอสรุปว่าจริงหรือเท็จ, ถูกหรือผิด ประการใดนะครับ เอาเ็ป็นว่ามีประสบการณ์พบเจอมาเช่นนี้ ก็แล้วกัน



 

เรียนไม่จบ!

เรื่องนี้เป็นเรื่องที่ดูแล้วไม่น่าจะมีเรื่องลึกลับเข้ามาเกี่ยวข้องด้วย เพราะเหมือนเรื่องทั่วๆ ไปที่ใครๆ ก็อาจจะพบได้นะครับ แต่บางครั้ง ในระดับที่ตาเนื้อเรามองไม่เห็น อาจจะมีอะไรบางอย่างที่เราไม่รู้ ไม่ทราบก็ได้ มันเป็นเรื่องที่เกิดขึ้นในช่วงที่ผมศึกษาในระดับมหาวิทยาลัย ทำให้ผมเรียนในบางคณะไม่ได้ครับ


ผมอาจจะเรียนจบปริญญาตรีในคณะหนึ่งได้ก็จริง แต่ผมเหมือนคนที่เสียเวลาในชีวิตไปกับบางคณะโดย "เรียนไม่จบ" ครับ ดังนั้น ผมจึงรับรู้และเข้าใจได้ถึงความรู้สึกกดดันของคนที่เรียนไม่จบ ซึ่งมันร้ายแรงมาก โดยเฉพาะคำว่า "รีไทน์" เป็นอะไรที่ให้ความรู้สึกไม่ต่างจากคำสั่งประหาร สำหรับเด็กในวัยนั้นๆ เลย มันร้ายแรงมากในความรู้สึกของเด็กวัยรุ่นแบบนั้นครับ ผมเคยลงเรียนระดับมหาวิทยาลัยอยู่สามคณะ ที่ผมไม่อาจเรียนจบได้ คือ ๑. แพทยศาสตร์ ๒. รัฐศาสตร์ ๓. เศรษฐศาสตร์ (ป. โท) ในความรู้สึกของคนที่ต้องออกจากการเรียนไปก่อนเพื่อนๆ ผมรู้สึกว่ามันกดดันและเจ็บปวดมากพอดู แต่ถ้าเราเข้าใจโลกอย่างแท้จริงแล้ว ผมว่ามันเบาเหมือนขนนกนะครับ กล่าวคือ การเรียนนั้นมีกว้างมาก ถ้าเราอยากเรียนเพื่อให้มีอาชีพ ก็ต้องเรียน "สายอาชีพ" หรืออาชีวะครับ แต่ถ้าเราอยากเรียนเอาปริญญา หรืออะไรจากมันก็ได้ที่ไม่จำเป็นต้องมีอาชีพ จบมาไม่มีงานทำ หรือทำงานอย่างอื่นที่ไม่เกี่ยวกับสาขาที่ตนจบมา ก็ต้องเรียนมหาวิทยาลัย คือ บางคนก็เรียนเพื่อเอาความรู้ (อยากรู้เฉยๆ), บางคนเรียนเพื่อเป็นนักวิชาการ, บางคนเรียนเพื่อเป็นฐานไปสู่ปริญญาโท, บางคนเรียนเพื่อเอาไปสอนต่อ (ไม่ได้เอาวิชาไปใช้่จริง), บางคนเรียนเพื่ออยากได้สังคม (เช่น เลือกตามเพื่อน), บางคนเรียนเพื่ออยากเข้าคณะนั้นๆ หรือมหาวิทยาลัยนั้นๆ ก็แค่นั้นเอง อย่าคิดมากครับ ชีวิตเราทั้งชีวิต ไม่ได้ถูกลิขิตด้วยการเรียนมหาวิทยาลัย มันแค่เสี้ยวหนึ่งของชีวิตเท่านั้น ผมเองผ่านการเรียนไม่จบมาถึงสามคณะ, สามมหาวิทยาลัย แต่ผมก็ยังสนใจวิชาเหล่านั้นอยู่เสมอ ในระดับที่ผมพอจะเรียนรู้ได้ในปัจจุบัน ตอนนี้ มันก็กลายเ็ป็นแค่งานอดิเรกหรืออะไรที่เราชอบทำในยามว่าง ทำแล้วมีความสุข เท่านั้นเอง ไม่ใช่อะไรที่น่าเบื่อ ต้องทำทุกวัน อีกต่อไปแล้ว (อย่างบางคนเรียนจบแพทย์ ได้เป็นหมอ แต่พอทำงาน ทำแบบเบื่อ เซ็ง ไปวันๆ เพื่อนผมคนหนึ่ง เขาเล่ามาว่าเขาถูกนางพยาบาลปลุกให้ตื่นมารักษาคนไข้ แล้วเขาก็มาทั้งชุดนอน แล้วไปรักษาคนไข้ผิดเตียง อั๊ยย่ะ!)


เมื่อผมเข้าใจโลก เข้าใจธรรม มากขึ้น มันทำให้ผมมีความสุขกับสิ่งต่างๆ ที่เกิดขึ้นได้มากขึ้น ผมไม่รู้สึกว่ามันเป็นสิ่งเลวร้ายเลย ที่ผมเรียนไม่จบสามคณะ สามมหาวิทยาลัยนั้น แต่ผมกลับรู้สึกว่ามันคือกำไรของชีวิต ที่เราได้ไปเรียนรู้สิ่งเหล่านั้น ได้เข้าสังคม ได้เข้าใจถึงกระบวนการส่วนหนึ่ง กว่าจะผลิตบัณฑิตในคณะนั้นๆ ออกมาได้ และได้อะไรบางอย่างมาบ้าง แม้จะจดจำเนื้อหาวิชาการไม่ได้ ก็ตาม เช่น ตอนที่ผมเรียนแพทย์ ผมเป็นคนที่โง่ที่สุดคนหนึ่ง วันหนึ่งในช่วงที่เราได้เรียนเรื่องเชื้อโรคต่างๆ รุ่นพี่ได้เอาเคสคนไข้มาอ่านให้ฟัง (ข้อมูลถูกสัมภาษณ์มาแล้ว) แล้วยกขึ้นเป็นกรณีศึกษา ถกกัน มีเพื่อนๆ ที่เก่งมากๆ มีเยอะแยะอยู่ร่วมโต๊ะ พี่ถามว่าให้สัณณิฐานโรคว่าเขาเป็นอะไร? แต่ละคนมักวนอยู่ในเรื่องเชื้อโรคที่กำลังเรียนกันอยู่ แต่มีผมคนเดียวตอบไปว่า "เป็นภูมิแพ้" ซึ่งมันไม่ใช่โรคติดต่อ และไม่เกี่ยวกับเชื้อโรคที่เราเรียนอยู่เลย รุ่นพี่ถามว่าทำไมคิดอย่างนั้น ผมก็ตอบว่า "ข้อมูลบอกว่าน้ำมูกใสครับ" (น้ำมูกขุ่นมีสี มักมาจากเชื้อโรคต่างชนิดกัน แต่น้ำมูกใส ไม่น่าจะมาจากเชื้อโรค) แล้วรุ่นพี่ก็เงียบไปเลย ไม่เฉลย แล้วก็หยุดคุยเคสนี้ไปเลย (จบไงครับ) คือ บางอย่างผมอาจไม่ผ่าน เช่น ข้อสอบที่อาจารย์จัดไว้ ผมสอบไม่ผ่านแต่ผมคิดว่าผมก็ได้หลักคิด, แนวคิด, มุมมอง, จรรยาบรรณ ฯลฯ อะไรอีกหลายอย่างจากที่ผมเรียนมา แม้จะไม่จบครับ ทุกวันนี้ ผมก็ทำงานที่อาจจะไม่ตรงกับสิ่งที่ผมเรียนนัก เพราะงานของผมไม่มีเงินเดือน ไม่มีรายได้ มีแต่ข้อมูล, ความคิดเห็น ฯลฯ ที่สื่อสารผ่านอินเตอร์เน็ตฟรีๆ เท่านั้น แต่ผมก็ยังคงทำต่อไป ...



 

แกะฤษี

เรื่องนี้เกิดขึ้นเมื่อครั้งที่ผมยังบวชเป็นสามเณรและมีสามเณรคู่หูคอยช่วยกิจอยู่ วันหนึ่ง สามเณรคู่หูได้รับข้อมูลจากเบื้องบนมาว่าให้ผมแกะสลักรูปฤษี แต่ว่าวัดที่ผมอยู่ไม่มีหินที่จะใช้แกะสลักเลยสักก้อน ผมจึงได้จรจาริกออกจากวัดชั่วคราว แล้วได้ไปบวชพระที่วัดแห่งหนึ่ง ยังไม่ได้ยกขึ้นเป็นวัด ยังเป็นแค่สำนักสงฆ์อยู่ เป็นที่ๆ มีก้อนหินทรายที่มีอายุมาก ทำให้เปลือกด้านนอกแข็งพอควร เมื่อทุบแล้วก็จะเปราะ แตกหักง่าย (เนื่องจากเป็นหินทรายนั่นเอง) แต่หากแกะสลักจากเปลือกด้านนอกก็จะแกะยากเพราะหินมีอายุมาก จึงแข็งนอกเปราะใน ผมจึงต้องทุบเอาเปลือกนอกออกไป แล้วค่อยๆ แกะส่วนที่เหลือ จึงแกะได้บ้าง ไม่ยากเกินไป แต่ผมไม่มีเครื่องมือแกะสลักเลย ต้องใช้เศษเหล็กอะไรก็ได้ เท่าที่มี เท่่าที่หาได้ แกะไปตามประสา เป็นรูปฤษี องค์เล็กๆ เท่าฝ่ามือเห็นจะได้ และไม่ได้สวยงามอะไรมาก แค่พอมองออกว่าน่าจะเป็นอะไรก็เท่านั้น เมื่อผมแกะสลักเสร็จก็ได้เอาองค์ฤษีไว้ในกุฏิ ไม่ได้ทำอย่างอื่น


ที่วัดนี้ เจ้าอาวาสเคยทำงานอยู่ในวัดใหญ่ พระพุทธชินราช มานาน ท่านไม่ได้เด่นดัง ไร้ชื่อเสียง และไม่ได้มีอะไรพิเศษนัก คือ อยู่เฉยๆ อยู่มานาน เป็นประจักษ์พยาน รู้เ็ห็นความเป็นไปต่างๆ เท่านั้น ท่านเป็นคนที่รู้จักของดี ของหายาก มีเชื้อสายขุนนางเก่าสืบมาได้แต่รัตนโกสิน เลยเป็นคนชอบดูของหายากและเก็บของหายากอะไรแบบนั้น ท่านเคยเล่่าให้ฟังว่าในวัดใหญ่พระุพุทธชินราชนั้น ไม่ได้มีพระดีแต่พระพุทธชินราชเท่านั้น ยังมีพระพุทธรูปอีกองค์ที่หน้าผากของพระพุทธรูป มีพลอยแท้เม็ดหนึ่งอยู่ด้วย แต่ภายหลังถูกเปลี่ยนเอาของแท้ออกไป เพราะกลัวถูกโจรกรรม พระพุทธรูปองค์นี้ เห็นว่าเคยถูกอัญเชิญไปพร้อมๆ กับพระพุทธชินราชครั้งเริ่มตั้งกรุงรัตนโกสิน แต่ไม่สำเร็จ เลยต้องอยู่ประจำวัดนี้ต่อไป ต่อมา ก็ยังถูกคงขโมยขึ้นรถไปตอนกลางคืน วันหนึ่ง ทว่า เกิดอะไรขึ้นไม่ทราบ รถที่ขโมยใช้นั้น ยางระเบิดกลางทาง ทำให้ต้องจอดรถทิ้งไว้แล้วหนีไป ทางวัดจึงเอาพระพุทธรูปองค์นี้กลับคืนมาได้ ทว่า ความโด่งดังของพระพุทธชินราชมีมากกว่า ทำให้คนทั่วไปไม่รู้เรื่องราวของพระพุทธรูปองค์นี้ (หากรู้มากเข้า ก็อาจกลายเป็นปัญหาได้) ภายหลัง ผมได้ออกจากวัดนี้แล้ว ยังได้พบกับอาจาารย์ที่เป็นฆราวาส แปลกที่อาจารย์ท่านนั้น ก็เล่าให้ฟังว่าท่านได้รับคำสั่งจากเบื้องบนให้ "ปั้มพระแสนองค์" เป็นอะไรที่คล้ายกันจัง?



 

สะเดาะกลอนโบสถ์ลาว

เรื่ิองนี้เกิดขึ้นเมื่อช่วงที่ผมลาออกจากงานใหม่ๆ แล้วยังไม่ได้บวชเป็นสามเณร ยังเป็นฆราวาสจรจาริกไปแสวงหาธรรม อารมณ์คล้ายๆ กับกามนิตตอนใกล้จะเจอพระพุทธเจ้าอย่างนั้น คราวนี้ ผมเข้าไปฝั่งลาวครับ โดยผ่านไปทางด่านเชียงของ ข้ามฝั่งไปแล้ว เห็นความแตกต่างอย่างชัดเจนอย่างอย่าง เช่น บ้านเรือนในฝั่งไทยจะตั้งในที่ราบ ไม่ตั้งตามไหล่เขา แต่ฝั่งลาว มีบ้านเรียงรายตามไหล่เขา ซึ่งไม่ใช่ที่ราบ อยู่มากมาย ผู้คนในฝั่งลาวดูเชื่องช้า และไม่เร่งรีบ เวลาเราพูดคุยอะไรด้วย จะไม่ได้กล้าพูดกล้าคุย อยากคุย อยากแสดงความคิดเห็น หรือแสดงออกอะไรมากมาย ตรงข้าม จะสงวนท่าที เกรงว่าจะผิด หรืออายที่จะตอบมากกว่าฝั่งไทย หรือถ้าตอบอะไรออกมาก็จะไม่มากนัก ดูไม่ฉะฉานนัก หลายคนก็พูดภาษาไืทยได้แต่ไม่ชัดเท่าไรครับ อาหารฝั่งลาวก็ต่างจากไทยมาก ตรงกันข้ามกับภาคอีสานเลย คือ จะจืดมากๆ เหมือนไม่ค่อยมีรสชาติสักเท่าไร จืดและเย็น ครับ บางคนมักหาว่าคนอีสานเป็นคนลาว แต่ผมว่าคนลาวต่างจากคนอีสานมากเลย คนละแบบกันลิบลับเลย คนลาวชอบเงียบๆ สงวนท่าที ไม่ค่อยพูด และไม่ค่อยกล้าแสดงความคิดเห็นอะไรนัก แต่คนอีสานชอบสนุกสนาน ชอบงานรื่นเริง เสียงดัง กล้าที่จะพูดคุยทักทายเหมือนญาติมิตร ทั้งๆ ที่ไม่เคยรู้จักกันมาก่อน ไม่ค่อยกลัวผิดพลาด อันนี้ ต่างกันอย่างมากครับ ส่วนรูปร่างหน้าตามีส่วนคล้ายกันกับคนไทยบ้างเหมือนกัน แต่ดูคนลาวจะมีลักษณะคล้ายคนไทยชาวเขามากกว่า ส่วนคนอีสานผมว่าถ้าผิวพรรณดีๆ จะดูคล้ายคนเกาหลีมากกว่าคนลาวนะครับ


ผมเดินสำรวจไปทั่วๆ ก็ไม่มีอะไรเลย ไม่มีสถานที่พิเศษให้ดูชม ทั้งธรรมชาติ และสิ่งก่อสร้างใดๆ ไม่มีโบราณสถาน ไม่มีอะไรที่พิเศษ นอกจากบ้านเรือนผู้คน ที่อยู่กันตามปกติ ผมจึงเดินไปเรื่อยๆ จนถึงวัดแห่งหนึ่ง วัดนี้เป็นวัดเล็กๆ ที่ลาวมักทำวัดเล็กๆ มีโบสถ์เด่นอยู่แ่ค่หลังเดียว นอกนั้นก็ไม่มีอะไรมากนัก เห็นพระลาวรูปหนึ่ง กำลังเจิมรถให้ชาวบ้าน อันนี้ไม่ต่างจากคนไทย ผมเดินผ่านไปเห็นโบสถ์ปิด ด้านหนึ่งล็อคกุญแจ ด้านหนึ่งลงดานข้างใน แล้วเกิดความรู้สึกขึ้นมาว่า มาถึงแล้ว ก็ต้องเข้าไปให้ได้ ทำไม โบสถ์ถึงปิด เปิดแล้วก็เปิดไม่ออก เพราะเขาลงดานจากข้างใน เลยเดินวนไปรอบหนึ่ง ไม่เห็นทางเข้าได้จริงๆ ก็เลยไม่รู้ทำไง เอามือเขย่าๆ ประตูแล้วผลักเล็กน้อย ประตูโบสถ์ก็แง้มออกได้ แล้วใช้นิ้วล้วงไปสะเดาะกลอนประตูที่อยู่ด้านในนั้น ประตูก็เปิดออกได้ ผมจึงเข้าไปดูภายใน ไม่มีอะไรแปลกหรือพิสดาร พระพุทธรูปก็ทำแบบธรรมดาๆ พื้นๆ ผมจึงนั่งสมาธิในนั้น รู้สึกว่าเย็นสบายมาก โล่งปลอดโปร่งไปหมด เหมือนได้อาบน้ำทิพย์ชะโลมกายเลย สักพัก มีสามเณรลาวที่วัดนั้น หลายรูป คุยอะไรกันเหมือนตกใจ อยู่ตรงหน้าประตู ผมก็ออกจากสมาธิ แล้วเดินตรงไปยังสามเณรเหล่านั้น พวกเขาก็กลัว ถอยหลังออกไป แล้วคุยกันเป็นภาษาลาวหรืองงหรือสงสัยว่าผมมาได้อย่างไรกระมัง ผมเลยเห็นท่าไม่ดี ออกไปดีกว่า ก็เลยเดินออกไปจากวัดเสยเฉยๆ พอจะพ้นเขตประตูวัด มีสามเณรรูปหนึ่งอายุมากกว่าเพื่อนๆ รีบมาถามผมเป็นภาษาไทยว่าผมเป็นใคร มาจากไหน พักอยู่ที่ไหน ผมก็ตอบไปบ้าง เท่าที่พอตอบได้ แล้วจากไป จะว่าไปที่สามเณรตกใจ อาจเป็นเพราะโบสถ์นั้นลงดานจากข้างใน แต่ทำไมผมจึงเปิดมันได้กระมัง?!?



 

รับตัวอ่อนมนุษย์ต่างดาว

เรื่องนี้เกิดขึ้นเมื่อครั้งที่ผมบวชเป็นสามเณร แล้วได้จรจาริกไปเพื่อแสวงหาความรู้เพิ่มเติม ผมได้ไปยังสถานธรรมแห่งหนึ่ง ซึ่งเพื่อนของผมสองคนแนะนำให้ลองไปศึกษาดู ที่นั่นมีคนมากมาย มาฟังธรรมกันประมาณเป็นพันคนขึ้นไป มีที่พักให้เพราะต้องปฏิบัติอยู่ที่นั่นถึง ๓ วัน มีระบบระเบียบและการดูแลอย่างดี และเหมือนมีคนคอยตามประกบดูว่าเราจะทำอะไร คิดอะไรเสียด้วยสิ คือ แค่คิดออกนอกกรอบที่เขาวางให้เราคิด ก็อาจจะมีสไปร์คอยมาตามจับดู แล้วเอาไปรายงานได้ (ยังกะเราเป็นอะไรก็ไม่รู้ที่ไม่ยอมจำนนซื่อสัตย์ต่อพระราชาอย่างนั้น) ครั้งแรกที่ไป เราจะต้องจ่ายเงินดูดวงก่อน แล้วเวลาดูดวงคนทำนายก็จะทักจี้กดลงไปว่าเราไม่ได้เรื่องอย่างนั้นอย่างนี้ อะไรแบบนั้น แต่ไม่มาก เหมือนลองเชิงกันเฉยๆ เพราะผมเป็นเณรด้วยมังครับ ซึ่งผมเห็นอย่างนี้มามาก จนเป็นธรรมดาของทุกสำนักที่เจ้าสำนักจะต้องทำการจี้กดจิตของเราลงให้อ่อนด้อย และยอมอยู่ภายในเขาให้ได้ แล้วเราก็ผ่านไป ที่นี่ จะมีการแสดงธรรม ไม่มากก็ไม่ตรงนิพพานเท่าไรหรอก เป็นเรื่องมนุษย์ต่างดาวที่ไม่ค่อยรู้เรื่องนักและเรื่องสัพเพเหระแล้วแต่จะเอามาบรรยาย เพื่อนบอกว่าจะต้องเลื่อนชั้นเป็นลูกศิษย์ชั้นดีก่อน จึงจะได้รู้เรื่องที่ลึกๆ ขึ้นได้ เวลาเข้ามาใหม่จะยังไม่ได้รู้อะไรแบบนั้น (มีระบบชนชั้นของลูกศิษย์ด้วย) นอกจากนั้น ยังมีการทำอะไรบางอย่างที่แตกต่้างไปจากคำสอนในพระพุทธศาสนาบ้าง เช่น ให้่เราดื่มน้ำและกินน้ำเพื่อการชำระล้างภายใน อะไรแบบนั้น มีการร้องกรีดเสียงดังของคนที่ฟังธรรม เหมือนเปรตโหนหวน ตอนที่เขาให้สัญญาณปลดปล่อย เหมือนเวลาคนเครียดๆ มาอยากร้องดังๆ ก็เลยมารวมตัวกันปลดปล่อยความเครียดที่นี่ อะไรแบบนั้น จนผมได้พบกับคนที่มาที่นั่น สองสามคน ก็คุยแลกเปลี่ยนความคิดเห็นกันครับ ผู้หญิงคนหนึ่งเล่าว่าตอนที่มีการทำพิธีปลดปล่อยกันนั้น เขาเห็นเงาเหมือนคน ดำๆ มืดๆ เข้าไปรุมที่ตัวอาจารย์สอนธรรมเต็มไปหมด


แล้วสุดท้าย ก็จบลงด้วยการเชิญมนุษย์ต่างดาวลงมาอยู่ในตัวของผู้รับธรรมครับ แล้วอาจารย์สอนธรรมก็บอกว่าเมื่อได้รับแล้วจะเหมือนเด็กนะ จากนั้น คนในนั้นก็เลยทำตัวเป็นเด็กบ้องแบ๊ว เหมือนอารมณ์คนที่แกว่งไปมา เดี๋ยวๆ ร้องกรีดเพราะความเครียด เดี๋ยวๆ กลับไปทำตัวเป็นเด็กให้ดูน่ารัก อะไรแบบนั้น ซึ่งผมไม่อาจจะพิสูจน์หรือตัดสินได้ว่าจริงหรือไม่จริง เพราะบางคนอาจจะไม่จริง มีได้ไหม? มันก็มีได้ ที่คนบางคนชอบอุปทานไปเอง เหมือนแสดงละครให้ตัวเองสนุกกับมัน แต่จะมีได้ไหม ถ้าใครสักคนจะเป็นของจริง? มันก็ไม่แน่นะครับ อันนี้เราก็ไม่ทราบ ไม่รู้ได้ เพราะไม่ได้สัมผัสกับทุกๆ คน ดังนั้น จึงจะตัดสินจากการเห็นคนแค่ไม่กี่คน คงไม่ได้ แต่คนที่ไปที่นั่น ต้องทำตัวเหมือนบ้าๆ คือ กรีดร้องแล้วทำตัวเหมือนเด็ก ในแง่จิตวิทยา เขาหลวมตัวรับการกระทำแบบนี้ไปแล้ว เพื่อระบายความเครียด แล้วชอบ เมื่อมีคนแปลกหน้าเข้ามา พวกเขาอาจกลัวว่าจะถูกหาว่าบ้า เลยต้องทำให้ทุกอย่างเหมือนจริง เป็นความจริงให้ได้ ก็เลยมีบางคนมาทำตัวเหมือนเด็กทารกให้ผมเห็นใกล้ๆ ครับ เอาละ เหมือนทุกที่ อาจมีทั้งจริงและไม่จริงปนกัน ผมก็จะไม่ขอสรุป เพราะมนุษย์ต่างดาวตัวอ่อนที่แม้ยังเป็นเด็กทารก ก็ไม่มีพฤติกรรมแบบนี้นะ ผมว่า (คิดว่า) พฤติกรรมอีเดียด น่าจะเป็นแบบเฉพาะที่หาได้ในโลกนี้ มากกว่าที่จะเป็นมนุษย์ต่างดาว!



 

เชื่อมต่อพระบิดาจักรวาล

เรื่องนี้เกิดขึ้นครั้งที่ผมบวชเป็นพระแล้ว และได้จรจาริกไปแสวงหาความรู้เพิ่มเติม โดยมีอาจารย์ที่เป็นฆราวาสช่วยเหลือดูแลอยู่ อาจารย์ได้แนะนำให้รู้จักกับสถานปฏิบัติธรรมแห่งหนึ่ง ซึ่งเป็นสถานที่เล็กๆ และเงียบสงบ อยู่ห่างจากตัวเมือง แต่ไม่ได้อยู่นอกเมืองไปมาก มีคนเข้าไปศึกษาไม่มาก เป็นกลุ่มเล็กๆ พวกเราไปกันสี่คน ก็เข้าไปร่วมศึกษาพร้อมๆ กับคนอื่นๆ เจ้าของสถานธรรมเป็นผู้หญิงมีอายุแล้ว แต่ยังโสดอยู่ ตั้งใจบำเพ็ญธรรมในเพศฆราวาส และเผยแพร่ธรรมสองสายคู่กันคือ สายพุทธไม่เน้นบรรลุธรรม แต่ปูพื้นฐานเบื้องต้นเท่านั้น และสายจักรวาล ก็จะปูพื้นฐานและเชื่อมโยงกับจักรวาล คือ ยังไม่ได้เน้นในรายละเอียดมากนัก แต่เน้นปฏิบัติจริง ให้สามารถเชื่อมโยง, ติดต่อกับจักรวาลได้ ประมาณนั้น เมื่อเราได้เข้าไปทดลองปฏิบัติ เขาจึงแนะนำให้เราทำสมาธิเพื่อเชื่อมโยงกับจักรวาล โดยเขาช่วยเชื่อมต่อให้เรา ก็ยังไม่พบอะไรในขณะปฏิบัตินั้นๆ คือ ไม่ได้เห็นภาพนิมิตหรือได้ยินเสียงอะไร เหมือนนั่งสมาธิปกติ แต่ผู้ถ่ายทอดทำเหมือนแอร์โฮสเตส ที่จะนำพาเราบินขึ้นไปจนเชื่อมต่อกับพระบิดาจักรวาลที่อยู่ในระดับที่สูงขึ้น แล้วก็สอบถามแต่ละท่านว่าเป็นอย่างไรกันบ้าง บางคนก็เห็นภาพนิมิต ก็เล่าให้ฟัง ผู้ถ่ายทอดก็เป็นผู้อธิบายต่อว่าสิ่งที่เห็นนั้น เป็นอย่างไร แต่หลายท่านเห็นในระดับภาคพื้นโลกอยู่ แล้วอาจารย์ผู้ถ่ายทอดธรรมก็ถามผมๆ ก็ตอบว่าไม่ได้เห็นอะไรนะ อาจารย์บอกว่าได้ช่วยเชื่อมต่อผมกับพระบิดาจักรวาลใ้ห้แล้ว แต่สมองยังไม่จูนกับข้อมูลดี เลยยังไม่สามารถรับรู้อะไรได้ ปฏิบัติที่นั่นเสร็จแล้ว เราก็ออกมาครับ


หลังจากนั้น ผมสึกจากพระ ก็เลยทดลองดู จำต้องใช้ความกล้า และเปิดตัวเองให้กว้าง ไม่ขังกรอบอยู่ในความถูก, ผิด, จริง, เท็จอะไร แล้วก็ทดลองอยากรู้เรื่องอะไรก็นึกถามในใจแล้วรอให้เกิดความรู้สึกภายในที่ชัดเจนก็เขียนออกมา เป็นเรื่องราวการติดต่อกับพระบิดาจักรวาล และข้อมูลระดับสูงมองมุมกว้างทำให้ครอบคลุมทุกๆ ภาคส่วน เช่น เข้าใจว่าทำไมจักรวาลนี้ต้องมี "มาร" แล้วมารทำหน้าที่อะไร เป็นต้น ผมก็ไม่อาจยืนยันได้ว่าอะไรถูก อะไรผิด ข้อมูลของผมมีส่วนเท็จจริงมากแค่ไหน? ได้แ่ต่ทำหน้าที่สื่อสารนำข้อมูลมาก่อน แล้วค่อยรอให้ใครที่สามารถคัดกรองและพิสูจน์แยกแยะถูก, ผิด ให้ได้ ทำหน้าที่ต่อจากผมต่อไป ซึ่งก็อาจจะเป็นคนรุ่นต่อๆ ไปก็ได้ ลูก, หลาน รุ่นต่อๆ ไปอาจจะมีที่เก่งกว่าผม (ผมเชื่อว่าลูกหลานจะเก่งกว่าผมอีกมากมายครับ) ผมจึงควรทำหน้าที่ของตนต่อไป เท่าที่จะสามารถทำได้ ไปก่อน ไว้เป็นเบื้องต้น เพื่อรอให้คนรุ่นต่อไปมาสานกิจ สานงาน ในภายหลัง นั่นเอง เรื่องราวการเชื่อมต่อกับพระบิดาจักรวาลนั้น เป็นการเชื่อมต่อที่ไม่มีหูทิพย์, ตาทิพย์ ฯลฯ เข้ามาช่วยเลย แม้แต่สามเณรคู่หู ก็ไม่อยู่ เขาก็สึกแล้วไปช่วยแม่ทำงานแถวภาคใต้แล้ว ทำให้ผมต้องทำหน้าที่ต่อไป เท่าที่สามารถจะทำได้ครับ



 

รักซ่อนเร้น

เรื่องนี้เป็นมานานและมักเป็นอยู่เรื่อยๆ ครับ แ่ต่อย่าเพิ่งคิดว่ารักที่ผมกล่าวถึงนี้ ต้องเป็นความรักแบบคู่ครองเสมอไปนะครับ มันเป็นเรื่องแปลกมากที่ผมรู้สึกรักใครสักคนหนึ่งจริงๆ แต่ในอีกแบบหนึ่ง แล้วยังต้องเก็บความรู้สึกนั้นเอาไว้ เช่น พี่คนหนึ่งสมัยเด็กๆ พี่มาดูแลเลี้ยงดูผม แต่เขาไม่ใช่พี่ชายจริงๆ เป็นลูกของลุงอีกที ด้วยความใกล้ชิดผมเลยรู้สึกเหมือนเขาเป็นพี่ชายจริงๆ แต่แล้ววันหนึ่งพี่เขาก็ต้องจากไป ก็เขาอยู่คนละบ้านกับผมนี่ครับ น่าแปลกอีกอย่าง ทำไม ผมไม่ได้รู้สึกกับพ่อ, แม่, น้อง ว่าเขาเป็นพ่อ, แม่, น้อง ของเรา? มันแปลกมาก และผมรู้สึกแบบนี้มาตั้งแต่เด็กแล้ว ที่น่่าแปลกยิ่งกว่านั้น มีคนทำให้ผมรู้สึกรักเหมือนพ่อได้จริงๆ แต่เขาเป็นเจ้านายเก่าผมครับ ซึ่งผมจะเปิดเผยความรู้สึกนั้นมากไปไม่ได้ เพราะมันจะกลายเป็นเหมือนเราใช้เส้น เข้าหาผู้ใหญ่อะไรแบบนั้น อีกครั้ง ผมก็รู้สึกรักพี่คนหนึ่งเหมือนพี่จริงๆ แต่พี่เขารู้สึกกับผมแบบแฟน แล้วผมก็ต้องยอมใช้สมมุติว่าเป็นแฟนกับพี่เขาเพื่อที่ผมจะได้อยู่กับคนที่ผมรักในฐานะพี่ ซึ่งผมคงไม่อาจบอกเขาได้ว่าผมรู้สึกอย่างนี้ เพราะมันจะทำร้ายจิตใจเขา ใช่ไหมครับ แย่จริงที่ผมมีความรู้สึกที่ขัดแย้งกับสมมุติในปัจจุบันทางโลกอย่างนี้ แต่นี่คือความสัจจริง ผมไม่ได้โกหก ผมรู้สึกอย่างนั้นจริงๆ และผมไม่ชอบหลอกลวงตัวเอง ผมจริงใจและตรงต่อความรู้สึกของตัวเองมาก แต่ผมก็ยอมรับได้กับสมมุติเปลือกนอกที่ไม่ไ้ด้เป็นไปตามแบบที่ผมคาดหวังนัก ผมจึงมีความรักซ่อนเร้นมากมาย ที่ไม่อาจบอกพวกเขาได้ว่าผมรักพวกเขาแบบไหน? แม้แต่พ่อและแม่ ซึ่งผมไม่ได้รู้สึกว่าเขาเหมือนพ่อและแม่จริงๆ ของผมเลย แต่ผมก็รักเขาในอีกแบบหนึ่ง ผมจึงเหมือนใครไม่รู้ ซึ่งแม้แต่ตัวผมเองก็ไม่ค่อยรู้จักตัวตนที่แท้จริงของตัวเองนัก ผมรู้สึกเหมือนต้องอยู่ในตัวตนปัจจุบันนี้ให้ได้ ภายใต้สมมุติต่างๆ ที่โลกให้มานี้ เพื่อให้ความสัมพันธ์และผู้คนรอบตัวผม ยังดำเนินต่อไปได้ตามปกติ ทั้งที่ความรู้สึกของผมเป็นอีกอย่าง คุณคิดว่ามันจะเป็นอย่างไร ถ้าคนสองคนรักกันจริงๆ แต่ด้วยความรู้สึกที่ต่างกัน เช่น ถ้าเรารักคนๆ หนึ่งเหมือนพี่จริงๆ แต่เขารักเราเหมือนคู่รักจริงๆ อย่างนั้น มันจะกลายเป็นความผิดหวัง, อกหัก ฯลฯ หรือไม่? ถ้าต่างก็รู้ความจริงว่าความรักของเขาไม่เป็นไปอย่างที่เขาคาดหวัง สำหรับผมแล้ว ผมก็ยอมรับได้ หลายครั้งผมจำต้องซ่อนความรู้สึกรักในแบบของผมเอาไว้ ภายใต้ตัวตน สมมุติที่เรามีต่อเขาในแบบหนึ่งนั้น แม้ว่าเขาไม่ได้รู้สึกกับผม แบบที่ผมรู้สึก ก็ไม่เป็นไร


บางคนมีวิธีปฏิเสธความรักของคนอื่นแบบสุภาพ เช่น บอกว่าเรารู้สึกรักกันเหมือนพี่น้องหรือเพื่อนกันดีกว่านะ แต่ใจจริงแล้วเขาไม่ได้รู้สึกรักเหมือนพี่น้องหรือเืพื่อนเลย คือ ไม่ได้รู้สึกรักอีกฝ่ายเลย แต่จำเป็นต้องพูดอย่างนั้นเพื่อมารยาทก็มี แต่สำหรับผมไม่ใช่อย่างนั้น ผมไม่สนใจมารยาท ถ้าต้องรักษามารยาทจนโกหกความรู้สึกตัวเอง ผมก็ไม่ทำ สู้เงียบๆ ดีกว่า อย่าพูดออกมาเลยจะดีกว่า บางครั้ง ผมรู้สึกว่าอย่างน้อยผมก็โชคดี ที่ผมรักคนอื่นเป็น และผมรักเขาจริงๆ อย่างนั้น เพียงแต่มันเป็นไปไม่ได้ในความเป็นจริง ไม่ว่าจะเป็นความรักแบบพี่น้อง, ความรักแบบพ่อลูก ซึ่งเกิดขึ้นภายใต้สถานการณ์ที่ไม่อาจเปิดเผยได้ ก็แปลกนะ ทุกวันนี้ ผมยังคิดถึงเด็กคนหนึ่ง ซึ่งผมไม่เคยรู้จักเลย เขามาขายดอกไม้ อายุน้อยมาก เหมือนถูกขบวนการค้ามนุษย์จับไปใช้แรงงานเด็ก เขาพบกับผมที่บาร์แห่งหนึ่ง ผมกำลังสนุกสนานอยู่กับเพื่อน แล้วจู่ๆ เด็กคนนั้นก็เข้ามา ไม่พูดอะไรเลย เห็นผมแล้ว ก็กอดขาผมแน่นไม่ยอมปล่อย นิ่งอยู่อย่างนั้น ผมก็แน่นิ่งเหมือนกัน เพราะตะลึง ไม่ทราบว่าจะทำตัวอย่างไรดี มันนานมากจนคนคุมร้านมาบอกให้เด็กคนนั้นไปเสีย ผมทำอะไรมากกว่านี้ไม่ได้จริงๆ เพราะตอนนั้นผมก็ยังไม่มีอาชีพ และอยู่ๆ ถ้าผมจะเอาใครไปเป็นลูกตัวเอง มันคงเป็นไปไม่ได้ เพราะคนทุกคน ก็มีเจ้าของ มีพ่อ มีแม่ มีเจ้านาย มีใครๆ ถือกรรมสิทธิ์ครองอยู่ทั้งนั้น และนั่นก็ทำให้ผมมีรักซ่อนเร้นเกิดขึ้นกับเด็กคนนั้น "ในฐานะพ่อลูก" อีกจนได้


    
 

บำเพ็ญเซียน

เรื่องนี้เกิดเมื่อครั้งผมยังบวชเป็นสามเณรอยู่และมีสามเณรคู่หูคอยช่วยทำกิจ เนื่องจากเราทั้งคู่ไม่อาจจะหาครูบาอาจารย์ที่ดีและไว้ใจได้แถวนั้น ในที่สุด จึงตัดสินใจเืลือกครูบาอาจารย์ต่างภพ คือ ครูอาจารย์ที่อยู่บนสวรรค์ เช่น หลวงพ่อโต, พระกวนอิม เป็นต้น ซึ่งท่านทั้งหลายเหล่านี้ล้วนบรรลุธรรมหมดแล้ว เราจึงเข้าสู่วิถีการบำเพ็ญแบบเซียนไปโดยไม่รู้ตัว กล่าวคือ เหล่าเซียนเต๋าทั้งหลาย เขาจะฝึกถอดกายทิพย์และมีอาจารย์บนสวรรค์กันทั้งนั้น ซึ่งไม่ใช่วิถีพระพุทธศาสนาที่ต่อสายธรรมจากมนุษย์สู่มนุษย์โดยตรง (ผลจากการต่อสายธรรมบนสวรรค์ทำให้ผู้บำเพ็ญมีสักกายทิฏฐิเหลืออยู่ ไม่บรรลุโสดาบัน แต่จะบรรลุถึงขั้นเซียนได้ อันนี้คือข้อแตกต่าง) แล้วในที่สุดเราก็ได้เชื่อมต่อสายธรรมกับเซียนจริงๆ คือ ท่านเหล่าจื้อ, ท่านขงจื้อ และเซียนเต๋าบนสวรรค์อีกหลายท่าน ครั้งหนึ่ง สามเณรคู่หูไปหาท่านเหล่าจื้อ แต่ท่านหลบไปไม่ยอมพบแล้วก็มีค่ายกลขวางไว้ คราวนั้น เราก็ตีปริศนาว่าบางครั้งเราอาจใช้การหลบเลี่ยงได้ แทนที่จะปะทะกับบางสิ่ง แม้ท่านไม่ได้สอน ไม่ไ่ด้บอก เราก็นับเป็นธรรมเตือนใจ ต่อมาได้ไปพบท่านขงจื้ออีก ได้ถามท่านว่าทำไม ท่านจึงชอบสอนให้คนอ่่อนน้อมถ่อมตน ท่านก็ตอบมาง่ายๆ ว่า "สูงเกินไปคนเอื้อมไม่ถึง" เท่านั้นเอง เราก็เอามาเป็นธรรมเตือนใจเรา แม้จะมีเพียงข้อเดียวก็ตาม ต่อมาได้พบกับเซียนอีกท่านหนึ่ง เราถามสามเณรว่าวิชาเปลี่ยนเส้นเอ็นนั้นเป็นอย่างไร? อยู่ๆ ท่านก็จี้จุดลงบนกายทิพย์ของสามเณรเฉยเลย อ้าวแล้วอย่างนี้ กายสังขารของเราจะได้ผลด้วยหรือ? (เพราะถอดกายทิพย์ออกไปนี่นา) แต่ท่านก็ไม่บอกเคล็ดวิชาเราเสียอย่างนั้น ต่อมา ได้พบกับท่านเซียนอีกท่านหนึ่ง ท่านบอกคาถาสี่คำมาให้ เราก็บริกรรมไป ในที่สุด ก็สำเร็จเป็น "กระบี่ทิพย์" ออกมา ๔ เล่ม ติดอยู่ในกายทิพย์เราแต่ยังไม่ได้ใช้่ไปทำกิจอะไร ต่อมา กายเซียนนั้นก็หลุดพ้นไปเสียก่อน สรุปแล้ว เราบำเพ็ญเซียนไม่ต่างจากความว่างเปล่าเลย?


วิถีเซียนแตกต่างจากวิถีพุทธ จุดสำคัญคือ เรื่องการเข้าถึงธรรมด้วยตัวเอง เพราะไม่ว่าเซียนท่านใดจะให้ธรรมแก่เรา ท่านก็มักไม่ค่อยให้ตรงๆ หรือให้ก็น้อยมากๆ เป็ฺนปริศนาให้ไปขบคิดเองต่อหรือไปปฏิบัติเองต่อ เสียส่วนใหญ่ อีกทั้งไม่มีการสืบทอดต่อแบบมนุษย์ต่อมนุษย์ ยกเว้นจาก สามเณรคู่หูมาบอกผมต่อ ก็นับว่าผมรับข้อมูลต่อจากสามเณรอีกที ตอนนั้น เบื้องบนท่านให้สามเณรคู่หูไปหาไม้เท้ามาไว้ บวกกับในกายทิพย์ของเขาก็มีน้ำเต้า อันเป็นสัญลักษณ์ของเซียนองค์ที่หนึ่งส่วนผมหลังจากนั้นก็ำได้รับพัดทิพย์มาจากองค์หญิงพัดเหล็ก อันเป็นสัญลักษณ์ของเซียนองค์ที่สอง (เนื่องจากผมรับข้อมูลจากสามเณรอีกทีไงครับ จึงนับสามเณรเป็นคนที่หนึ่งไป) คำถามจึงเกิดขึ้นว่าแล้วทำไม เราเ็ป็นสามเณรในพุทธศาสนาจึงต้องไปบำเพ็ญเซียนเช่นนั้นด้วย? คำตอบคือ เพราะธรรมะที่บริสุทธิ์ ตรงทางแท้จริง เราหาบนโลกไม่เจอ เราจึงต้องใช้วิธีสืบสายธรรมแท้จากสวรรค์แทน อันเป็นวิถีเซียนเขาทำกัน เมื่อใดที่เราถูกทำลายสักกายทิฏฐิ แล้วมีจิตตรงธรรมได้ เราก็เข้าสู่วิถีพุทธเช่นกัน ไม่ต่างจากชาวพุทธที่สำเร็จอริยบุคคลแล้ว นั่นเอง



 

เพ่งเทียนคุมไฟ

เรื่องนี้เกิดขึ้นเมื่อครั้งที่ผมเป็นฆราวาสแล้วปฏิบัติธรรมแบบพราหมณ์ฤษี ช่วงนั้น ผมยังทำงานอยู่ยังไม่ได้ลาออกจากงาน ผมจึงอาศัยเวลาว่าง ๓ วันไปปฏิบัิติธรรม ในวันนั้น พี่คนหนึ่งอาสาไปส่ง จู่ๆ ก็ืำทำกุญแจรถหายไปเฉยเลย หาอย่างไรก็ไม่เจอ แล้วต้องกลับไปหากุญแจรถที่บ้าน ต่อมา ขับรถไปจู่ๆ ก็เกิดกันชนด้านหน้าร่วงลงมาติดใต้ท้องรถเสียเฉยๆ อย่างนั้น (ลางไม่ดีสองครั้ง) แต่ว่าในเมื่อเราตั้งใจแล้วก็ไปครับ ไปให้ถึงและทำให้ได้ ผมก็เลยอยู่ปฏิบัติที่นั่น คนเดียว ตกกลางคืน ผมก็ไม่ได้รีบนอน กุฏิแต่ละกุฏิจะห่างกันมาก และมีต้นไม้โดยรอบ จึงคล้ายว่าเราอยู่คนเดียวเหมือนกัน (เป็นวัดป่าน่ะครับ) หลังจากช่วงกลางวันฝึกกรรมฐานแนวสติปัฏฐานมาบ้างแล้ว กลางคืน ผมก็เลยจุดเทียนขึ้น ลองเพ่งเทียนดูึีัครับ แรกๆ ก็ไม่มีอะไร ทำไปอย่างนั้น ไม่รู้ว่าจะทำไปทำไม แล้วก็เลยหลับไปพักหนึ่ง ตื่นขึ้นมาทำใหม่ ทีนี้ นึกครึ้มๆ อะไรไม่รู้ ก็เลยนึกให้ไฟมันลุกมากขึ้นๆ มันก็ลุกมากขึ้นๆ พอนึกให้มันอ่อนแรงลง มันก็อ่อนลงๆ ได้ ตามนั้น สักชั่วแว้บหนึ่งครับ จากนั้น จิตเปลี่ยนไป อยากลองทำให้มากขึ้น อยากให้มันชัดขึ้นว่าเมื่อกี้มันจริงหรือเปล่า? หรือบังเอิญกันแน่ (กุฏิปิดรอบด้าน ไม่มีลมเข้ามานะครับ) แล้วมันก็ทำไม่ได้ครับ เลยเลิก


ช่วงเช้า ตอนผมกวาดลานวัด อยู่ๆ เจ้าอาวาสก็มาทางด้านหลังเงียบๆ แล้วผมก็จู่ๆ หยุดกวาดแล้วหันไปพอดี ไม่รู้บังเอิญหรือว่าเพราะอะไร สงสัยท่านจะมาทดสอบดูว่าเรามีสติไหม เวลากวาดวัด ไม่ใช่ว่าเอาแต่กวาดๆ โดยไม่ทัน มีสติรู้ตัวว่ามีคนมาข้างหลัง จนกวาดไปโดนเขาเข้า อะไรแบบนั้นหรือเปล่า? ทว่า ก็ผ่านไปได้ด้วยดีัครับ ผมก็สนทนากับท่านเล็กน้อยเท่านั้น แล้วก็ปฏิบัติของเราต่อไป ครบสามวัน ผมก็กลับ ไปทำงานต่อครับ ช่วงนั้น ผมยังทำงานอยู่ ยังไม่ได้ลาออกจากงานอย่างเต็มตัว แต่ก็เริ่มหันมาเข้าวัด ปฏิบัติธรรมบ้างแล้ว และเริ่มได้เห็นการเปลี่ยนแปลงของตัวเองบ้าง บางประการแล้วครับ ทั้งในด้านของสิ่งเหนือธรรมชาติเล็กน้อย ไม่มากพอที่จะไปโชว์ใคร แต่ทำให้ตัวเราเอ๊ะใจขึ้นมาบ้างนิดหน่อยว่านี่ มันมีอะไรที่เราอธิบายด้วยเหตุผลทั่วไป ไม่ได้หรือเปล่า? หรือการปฏิบัติที่ได้ที่ใจเรา พัฒนาขึ้น อันนี้ก็พิสูจน์ได้อยู่ ทำให้รู้สึกว่าการปฏิบัติธรรมมันได้ผลจริง พัฒนาตัวเราจริง ไม่ต้่องรอชาติต่อไป (ตอนแรกก็คิดว่าเรื่องธรรมะ เรื่องศาสนา เป็นเรื่องของชาติหน้า รอไปรับผลบุญชาติหน้า) ก็เลยปฏิบัติยิ่งขึ้นครับ



 

ความทรงจำที่เลือนลับ

เรื่องนี้เกิดขึ้นกับผมมานานแล้ว ประมาณอายุ ๑๘ ปี ผมอกหักครั้งแรก มันยากที่จะอธิบาย มันมากกว่าคำว่าเจ็บปวด มันเหมือนกับคุณถูกรถชนอย่างแรง แล้วคุณก็หมดความรู้สึกทุกอย่างไป สิ้นสติ ไม่รู้แม้แต่ว่าความเจ็บปวดนั้นเป็นอย่างไร ผมมีชีวิตอยู่เหมือนซอมบี้ ผีดิบที่เดินได้ แต่ยังมีชีวิตอยู่ไปวันๆ อย่างคนที่ไร้จิตใจ แล้วผมก็เริ่มโปรแกรมสมองตัวเองให้ลืมทุกๆ อย่าง ทว่า ยิ่งผมทำอย่างนั้น มันยิ่งกลับทำให้ผมยิ่งจดจำเรื่องราวที่เจ็บปวดได้มากยิ่งขึ้น แล้วกลับลืมเรื่องอื่นๆ ไปเสีย ส่งผลให้ผมไม่สามารถเรียนต่อในคณะแพทยศาสตร์ได้ และต้องลาออกในที่สุด ใช่แล้วผมทำสำเร็จเพียงครึ่งเดียว ครึ่งที่ผมไม่ต้องการนั้น  ความทรงจำของผมถูกตัวเองโปรแกรมให้ลบไปทีละน้อยๆ ในเรื่องที่ไม่ควรลืมและถูกตอกย้ำจดจำในสิ่งที่ไม่ควรจำ แต่ผมก็ยังคงสู้ต่อไป ร่างกายของผมยังคงดำเนินชีวิตต่อไปอย่างคนปกติ แม้ผมจะรู้ตัวเองดีว่าภายในจิตใจของผม ไม่เหมือนเดิมอีกต่อไปแล้ว และเพื่อให้สามารถปรับตัวเข้ากับเพื่อนๆ ได้ ผมก็ไม่่่ต่างอะไรกับคนที่ใส่หน้ากากเข้าหาเพื่อนๆ ให้เพื่อนๆ เห็นว่าผมปกติ แต่ทั้งนี้ ผมไม่ไ่ด้ทำเพื่อหลอกลวงหรือทำร้ายใครเลย ทั้งหมดก็แค่ปรับตัวให้เข้ากับคนอื่นได้่ ทำให้พวกเขาสบายใจเท่านั้น กระบวนการลบเลือนความทรงจำที่เจ็บปวด จึงดำเนินไปอย่างเงียบๆ และไม่มีเพื่อนคนไหนรู้และจะยื่นมือมาช่วยหรือจะหยุดยั้งกระบวนการนั้นได้เลย จนเมื่อผมรู้สึกว่ามันเริ่มเหมือนการย่อยสลายอะไรสักอย่างหนึ่ง ยิ่งกว่านั้น เมื่อผมย่อยสลายหมด ผมหมดแรง นอนอยู่เพื่อดูเพดานห้อง เปิดตาแล้วหลับลงอยู่อย่างนั้นซ้ำๆ ไม่รู้ว่าจะตื่นขึ้นไปมีชีวิตต่อไปเืพื่ออะไร ตอนนั้นผมไม่รู้จริงๆ แต่แล้วผมก็ต้อง "ล่า" เพื่อความอยู่รอด ผมไปหาอะไรก็ได้ที่จะทำให้ผมเหมือนมีพลังฟื้นคืนมาอีกครั้ง ที่จะทำให้หัวใจเต้นต่อไป ขาทั้งสองข้างก้าวต่อไป ผมหาเจอ และมันเป็นพลังชั่วคราวที่ทำให้ผมไปข้างหน้าต่อได้ทีละน้อยเท่านั้น กระบวนการทั้งหลายได้ดำเนินมายาวนานเกิน ๑๐ ปี จนผมเริ่มมีกำลังกาย กำลังใจ มากขึ้นทีละน้อย ผ่านด่านต่างๆ มีงานทำได้คล้ายคนปกติ จนในที่สุด ก็หลุดพ้นออกมาจากระบบทุนนิยม แล้วถือบวช คราวนี้ ผมได้ฝึกสมาธิ ได้เข้าถึงความว่างไร้ สุขสงบที่แท้จริง ที่ยังไม่ใช่นิพพาน แต่มันเสริมกระบวนการลบเลือนเก่าของผมให้แก่กล้ายิ่งขึ้น คราวนี้ ผมเริ่มลบเลือนสิ่งที่ผมไม่อยากจำ ความเจ็บปวดทั้งหลายได้ ราวกับถูกล้างเครื่องใหม่ จนคล้ายกับว่าผมเป็นเด็กที่เกิดใหม่อย่างนั้นเลย ทุกวันนี้ ผมอาจระลึกบางเรื่องได้แต่บางอย่างก็ระลึกไม่ได้  ผมจำชื่อเพื่อนแทบไม่ได้เลย และเริ่มจะจำหน้าตาของพวกเขาไม่ไ่ด้ด้วย ผมต้องเริ่มเรียนรู้ใหม่ทุกอย่าง


เหมือนเด็กอีกครั้ง แ้ล้วผมก็เริ่มต้นเรียนรู้ในขณะที่ถือบวช เหมือนเกิดใหม่ในผ้าเหลือง ในวรรณะนักบวช เหมือนเครื่องยนต์ที่ถูกเปลี่ยนอะไหล่ทั้งหมดใหม่ ตอนนี้ผมไม่ใช่คนที่ำจำอะไรได้เก่งหรือมากเหมือนดังก่อนอีกแล้ว แต่ผมก็ได้อย่างอื่นมาแทน ที่เหมาะควรแก่การดำีรงชีิวิต มันอาจไม่มากนัก แต่ก็พออยู่ได้ ที่มากกว่านั้นคือ ผมได้สัมผัสเรื่องราวเกินคาด ที่ไม่น่าเชื่อ หลายต่อหลายครั้ง ทั้งที่มองเห็นได้เฉพาะในมิติพิเศษ และทั้งที่เห็นได้จริงในชีวิตปัจจุบันและพิสูจน์ได้จริงโดยไม่ต้องรอชาติหน้าจนเมื่อผมได้เผชิญหน้ากับ "ตัวตนในอดีต" ทั้งในช่วงวัยเด็กที่ร่าเริง, วัยรุ่นตอนปลายที่มืดมน ฯลฯ ผมกล้าที่จะเผชิญหน้ากับตัวตนเหล่านั้นมากขึ้น ความทรงจำเก่าๆ ก็หวนกลับมาบ้าง เหมือนลมพัดหวน ในทุกครั้งที่ตัวตนเดิมกลับมา แต่คราวนี้ ผมเข้มแข็งและพร้อมแล้วกับทุกอย่าง แม้ที่ผ่านมาผมเหมือนคนที่ไม่เหลือสภาพ ไม่แม้แต่จะเรียกว่าคน เดี๋ยวนี้ ไม่น่าเชื่อ ผมพอใจและพร้อมกับทุกอย่าง ผมไม่ได้เก่งหรอก แต่ธรรมะช่วยได้จริง!



 

แต่งงานกับผี!

เรื่องนี้เกิดขึ้นเมื่อครั้งผมบวชพระแล้วและไม่มีสามเณรคู่หูคอยช่วยเหลือแต่มีอาจารย์ที่เป็นฆราวาสดูแลอยู่สองท่าน หลังจากที่ผมเคยให้สัจสัญญากับคนๆ หนึ่งว่าผมจะไม่มีแฟนเป็นคนอีก บวกกับผมถูกกดดันจากอาจารย์ให้มีเมีย คือ อาจารย์บอกว่าผมต้องมีเมีย ไม่งั้นไม่ผ่าน อะไรแบบนั้น ซึ่งถ้าผมทำอย่างนั้นก็จะผิดสัจจะทันที ผมจึงหาทางออกด้วยการ "แต่งงานกับป้ายวิญญาณ" ซึ่งไม่มีตัวตน ไม่มีสังขาร ก็ไม่้ผิดศีลแน่นอน (ศีลของพระไม่มีข้อห้ามแต่งงานกับป้ายวิญญาณนะครับ) ผมจึงแต่งงานกับป้ายวิญญาณ ทำพิธีง่ายๆ ครับ แค่จุดธูปแล้วกล่าวด้วยวาจาว่าเราจะแ่ต่งงานกับวิญญาณที่เกี่ยวข้องกับเรา ก็เท่านั้น แล้วก็ไม่มีอะไรผิดปกติทุกอย่างก็ดูปกติเหมือนเดิม (ผมไม่มีใครมาใช้ตาทิพย์ช่วยดูให้ด้วยครับ) ผมยังเป็นพระอยู่เหมือนเดิม จนกระทั่งถึงวาระที่ต้องสึก คือ มีอะไรหลายอย่างบีบและกดดันทางอ้อมให้ต้องสึกก็ไม่ได้ยึดอะไร ก็สึกออกมา ได้ไปเยี่ยมอาจารย์และพบกับคนๆ หนึ่ง เขาเป็นคนทรง เขาเข้าทรงแล้วบอกว่าเรากับเขาเกี่ยวข้องกันมาก่อนในอดีตชาติ (คนทรงเป็นผู้หญิงครับ) ผมบอกว่าผมแต่งงานกับป้ายวิญญาณก็ถามเขาว่าแล้วมันจะเกิดผลอย่างไร? เขาบอกว่าผมแต่งงานกับผี ให้ไปหย่าเสีย ผมก็ทำ ไปทำพิธีหย่าให้ ก็ไม่ได้คิดอะไรนี่ครับ มันก็แค่ "พิธีกรรม" เท่านั้นเอง ทั้งการแต่งงานและการหย่า ไม่ได้กระทบกระเทือนใคร ไม่ได้เชิญใครมาร่วมพิธี ไม่ได้ใช้เงินทองอะไรมากมาย แค่จุดธูป ๓ ดอกกล่าวต่อพระรัตนตรัยเป็นพยานเท่านั้นเอง ก็เลยทำไป ให้เขาได้สบายใจครับ (อีกอย่างผมก็มีสัจจะมีแฟนเป็นคนไม่ได้อยู่แล้วนี่)


อีกอย่างหนึ่ง ผมเคยได้ยินว่าคนจีนมีประเพณีแต่งงานกับป้ายวิญญาณ ในกรณีที่หมั้นหมายกันไว้แต่เด็กแล้วอีกฝ่ายหนึ่งตายลง เพื่อไม่ให้ผิดสัจจะสัญญาต่อกัน ก็จะทำพิธีแต่งงานกับป้ายวิญญาณครับ ในหนังเรื่อง "ดาบมังกรหยก" ก็มีผู้หญิงคนหนึ่งซึ่งเคยพูดกับเตียบ่กี้ว่าจะแต่งงานกัน หรืออย่างไรไม่ทราบ แล้วเตียบ่กี้มัวแต่ลังเลใจ ไม่รู้จะเลือกใครดี อะไรแบบนั้น ผู้หญิงคนนั้นก็เลยแต่งงานกับป้ายวิญญาณของเขา (เตียบ่กี้มีอีกชื่อหนึ่ง ซึ่งผู้หญิงคนนี้เรียกครับ) ผมก็คิดว่าไม่น่าจะมีปัญหาอะไร เพราะเป็นประเพณีที่มีคนทำต่อๆ กันมานานแล้วด้วย ปัจจุบัน ผมก็อยู่ดีมีสุขได้โดยไม่ต้องมีคู่ครองเลยครับ ไม่มีปัญหาอะไรเลย ก็เมื่อก่อนนั้นยังมีปัญหาบ้างว่าบางครั้ง เราไม่มีแฟน เราอาจจะเหงาๆ หน่อย รู้สึกถึงความว้าเหว่เป็นใช่มั้ยครับ แต่เดี๋ยวนี้ก็ไม่เหงา ไม่รู้สึกอย่างนั้นแล้ว เหมือนอิ่มพอ เต็มภายใน อะไรแบบนั้น มันก็สมบูรณ์ในตัวเอง ไม่ต้องไปแสวงหาคู่ครองอะไรใดๆ ให้มันยุ่งยากอีก จบเรื่องง่ายๆ ใช้ชีวิตอย่างสันติสุขไปเท่านี้เอง



 

น้ำทิพย์พระศิวะ

เรื่องนี้เกิดขึ้นเมื่อครั้งผมยังบวชเป็นสามเณร และมีสามเณรคู่หูคอยช่วยอยู่ ในช่วงนั้น ผมมีจิตวิญญาณดวงหนึ่งในสังขารเป็น "พระศิวะ" และมีของทิพย์ประจำกายบางอย่างซึ่งสามารถชำระล้างพลังที่ไม่ดีให้่ใสสะอาดได้ วันหนึ่ง หลังจากทำกิจ ผมถูกพลังไม่ดีแทรกเข้ามาในร่างกายค่อนข้างมาก ระบบภายในจึงทำงานคือ ชำระล้างพลังที่ไม่ดีนั้นให้ใสสะอาดขึ้น แต่เนื่องจากในตัวผมมีพลังสองชนิดซึ่งสามารถชำระล้างพลังงานที่ไม่ดีได้ทั้งคู่คือ ๑. พลังที่มาจากน้ำทิพย์ของพระศิวะซึ่งเป็นน้ำทิพย์ที่ไหลจากมวยผมขององค์พระศิวะซึ่งอยู่ในกายสังขารเรานั่นเอง ๒. พลังที่มาจากของทิพย์ประจำกายซึ่งชำระล้างพลังที่ไม่ดี ให้กลายเป็นพลังใสสะอาดได้ เมื่อทั้งสองอย่างทำงานอัตโนมัติพร้อมๆ กัน จึงทำให้ภายในปั่นป่วนบ้าง เล็กน้อย สามเณรจึงเตือนให้ใช้อย่างหนึ่งอย่างใดก็พอ ซึ่งไม่นานเท่าไรนัก ก็สามารถเคลียร์พลังงานที่ไม่ดีนั้นให้ใสสะอาดได้ ภายหลังผมจึงเข้าใจว่าผู้ที่มีจิตวิญญาณพระศิวะข้างในสามารถใช้พลังทิำพย์จากน้ำทิพย์ที่ไหลจากมวยผมของพระศิวะ ในการชำระล้างพลังงานที่ไม่ดีได้ และหลายครั้งเวลาผมไปทำกิจที่ไหน ทำไมจึงมักจะเจอแต่คนที่ใช้่ำพลังงานที่ไม่ดี เช่น คนที่เ่ล่นคุณไสย์, ของดำ ฯลฯ อยู่เสมอและมักจะมีเรื่องประจำๆ คือ คนเหล่านั้นมักจะรู้ตัว และเล่นงานผมก่อนด้วยวิธีการต่างๆ โดยที่ผมไม่รู้ตัว เมื่อได้ทราบอย่างนี้ จึงได้เข้าใจว่าบางครั้ง พลังงานในร่างกายของคนเราต่างกัน ตรงข้ามกัน อาจอยู่ด้วยกันไม่ได้ ก็เท่านั้นเอง กล่าวคือ พลังงานที่ไม่ดี ของคนที่เล่นไสย์ดำ มักไหลเข้ามาในตัวผม แล้วก็ถูกชำระล้างด้วยวิธีแบบนี้บ่อยๆ ทำให้อีกฝ่ายเขาค่อยๆ หมดฤทธิ์ แต่พวกผีที่อยู่กับเขา จะรู้ตัว และดลจิตดลใจให้เจ้าตัวไม่ชอบผม และหาทางเล่นงานผมเสียก่อน ภายหลัง ผมจึงสึกออกจากวัดไป เพราะถ้าจะรอให้เจ้าอาวาสที่เล่นไสย์ดำสึกหรือไปเอง ก็คงยาก เอาเป็นว่าผมเป็นฝ่ายไปเองก็ได้ ผมไม่มีปัญหาอะไร


ภายหลังจิตวิญญาณพระศิวะก็หลุดพ้นไปจากสังขารของผม เรื่องราวยุ่งๆ ที่ผมถูกดึงเข้าไปเกี่ยวกับพวกที่ชอบเล่นไสย์ดำเหมือนจะลดลงด้วย ผมคิดว่าดีเหมือนกัน เพราะไม่ได้อยากเข้าใกล้หรือถูกแวดล้อมด้วยคนที่ชอบเล่นไสย์ดำแบบนั้น และพวกเขาเองก่อนฝึกเวทย์มนต์คาถาก็คงไม่รู้ว่ามันจะกลายเป็นของดำไปได้ เพราะเริ่มแรกมันอาจจะไม่ใช่ของดำ แต่พอผิดพลาดเล็กน้อยโดยที่เราไม่รู้ตัว มันก็จะเปิดช่องให้พลังด้านไม่ดี, พลังงานดำ เข้ามาแทรกได้ แล้วฤทธิ์เดชต่างๆ มันก็จะมาจากพลังสายดำนี้เอง ไม่ได้มาจาก "อภิญญา" ที่ฝึกอย่างถูกต้องตามคำสอนของพระพุทธเจ้าเลย โดยเฉพาะคาถาต่างๆ เชื่อมโยงกับผู้รจนาเวทย์มนต์คาถานั้นๆ ถ้าจิตวิญญาณเหล่านั้นที่โยงใยกับคาถาอยู่ ยังไม่หลุดพ้น เขาก็จะเข้ามาเชื่อมโยงกับผู้ใช้รุ่นต่อๆ ไปได้ (เหมือนทายาทอสูร นั่นแหละ) แม้แต่ผู้ที่ไม่ได้ใช้เวทย์มนต์คาถา เ่ช่น ผู้ที่ใช้พลังจิต, พลังปราณ ก็ยังถูกแทรกด้วยพลังที่ไม่ดี, พลังดำได้ ดังนั้น ครูบาอาจารย์สมัยโบราณจึงไม่ให้วิชาใครง่ายๆ และเคร่งครัดในเรื่องข้อห้ามต่างๆ มากมาย เพราะเป็นวิธีป้องกันพลังดำเหล่านั้นครับ



 

ผีพรายแม่น้ำโขง

เรื่องนี้เกิดขึ้นตอนที่ผมบวชเป็นพระแล้วไปจรจาริกเพื่อแสวงหาธรรม ผมได้ไปยังวัดแห่งหนึ่งซึ่งเป็นวัดที่สร้างใหม่ มีเจ้าอาวาสและพระอาจารย์ถ่ายทอดธรรมที่แตกต่างจากที่อื่น ผมได้ไปพักกับพระรูปหนึ่ง ซึ่งมีกุฏิใกล้ๆ กับพระอีกรูปหนึ่ง วันหนึ่ง พวกพระและฆราวาสก็ไปเที่ยวแถวๆ ริมแม่น้ำโขงกัน (วัดนั้นอยู่ในจังหวัดที่มีแม่น้ำโขงไหลผ่าน) ส่วนผมก็อยู่ที่วัด ไม่ได้ไปด้วย ได้ยินชาวบ้านเล่าให้ฟังว่าแม่น้ำโขงโดยเฉพาะช่วงที่พวกเขาไปเที่ยวกันนั้น มีคนตกน้ำตายบ่อย แทบทุกปี เขาเล่าว่ามันมีผีพรายน้ำอยู่ จะเอาคนไปเป็นบริวารมันทุกปี แล้วเขาก็เล่าอะไรอีกมากมายที่ทำให้เขาเชื่อว่าสิ่งนั้นเป็นจริง ซึ่งผมก็ไม่อาจที่จะพิสูจน์ได้ว่าจริงหรือไม่เพียงใด แต่คนเล่านั้นก็ไม่ใช่คนที่หลงงมงายนักหรือเชื่ออะไรง่ายเกินไป ทว่า เขาเป็นชาวบ้านธรรมดา ก็เล่าและมองแบบชาวบ้านธรรมดา เท่านั้นเอง หลังจาก คณะของพระและฆราวาสที่ไปเที่ยวริมแม่น้ำโขงกลับมาแล้ว พระรูปหนึ่งที่อยู่กุฏิติดๆ กับที่พักของผม ก็รีบทำ "สระน้ำเล็กๆ" ทันที และทำเสร็จภายในวันเดียวนั้นเลย ยิ่งกว่านั้น บรรยากาศเริ่มแปลกไป เพราะมีพระมากมายเข้ามารวมตัวที่กุฏิของพระรูปนี้ จากที่ไม่เคยมีมากอย่างนี้มาก่อน ประกอบกับผมรู้สึกไม่ค่อยดี เหมือนกับว่าผีพรายที่แม่น้ำโขงนั้น อาจมาอยู่กับพระรูปดังกล่าว นอกจากนี้ พระรูปนั้นยังมีวิธีผูกมัดใจคนหรือพยายามดึงเอาผมไปใช้ เหมือนเป็นบริวารอย่างนั้นอีกด้วย ผมเลยรู้สึกว่า ไม่ใช่แล้ว หลังได้ศึกษาปฏิบัติธรรมพอควรก็เลยรีบกลับออกมาจากที่นั่น (พระรูปนั้น ท่านเคยให้สีกาไปนวดด้วยนะครับ แต่สีกาบอกว่าไม่ได้ิยึดอะไร)


หลังๆ มา สักสองสามปีเห็นจะได้ ผมก็ได้ยินข่าวว่าแม่น้ำโขงเริ่มเหือดแห้งเพราะมีการทำเขื่อนที่ประเทศลาว ผมมองว่าการเปลี่ยนแปลงเหล่านั้น อาจมีผลกระทบทั้งในมิติของสสารและมิติของพลังงานแต่อาเกิดการเปลี่ยนแปลงในมิติของพลังงานก่อน จึงนำไปสู่การเปลี่ยนแปลงในมิติของสสารตามมา คือ อาจมีการอพยพของจิตวิญญาณเก่าๆ ที่เคยเฝ้าประจำแม่น้ำโขงอยู่ แม่น้ำที่เคยน่ากลัวและคงความศักดิสิทธิ์  มนุษย์ไม่กล้าบุกรุกทำลาย จึงถูกเปลี่ยนแปลงระบบนิเวศน์และสภาพดั้งเดิมตามธรรมชาติได้ง่ายขึ้น สิ่งที่เคยเชื่อและหวาดกลัวก็กลายเป็นเพียงแม่น้ำที่แห้งขอด เดินข้ามไปมาได้ ไม่น่ากลัวดังเดิมอีกต่อไป ก็อาจเป็นไปได้ว่าจิตวิญญาณศักดิสิทธิ์ที่เคยอยู่แถวลำน้ำโขงอาจอพยพไปอยู่กับผู้ปฏิบัติธรรม ก็เป็นได้



 

ตัวตนที่หายไป

เรื่องนี้เกิดขึ้นเมื่อผมอายุประมาณ ๑๒ ถึง ๑๘ ปี ช่วงนั้น หลังจากที่ผมเกิดความรู้สึกผิดเพราะทำสิ่งที่ผิดต่อเพื่อนผู้หญิงคนหนึ่ง แ้ล้วทำให้จิตใจเกิดการเปลี่ยนแปลงไป ทำให้ผมเหมือนเป็นคนใหม่ ที่มีแต่ความใสซื่อ เหมือนเด็กไร้เดียงสา หัวเราะร่าเริงตลอดเวลา ทั้งๆ ที่ไม่มีเื่รื่องอะไรน่าขำ คือ อยู่ๆ มันก็นึกขำขึ้นมาเอง เรื่องนั้นบ้าง เรื่องนี้บ้าง ก็สงสัยว่าทำไมคนอื่นเขาไม่ขำเหมือนเรา เขาเฉยๆ แต่เราขำง่ายมาก ก็จะยิ้มตลอดเวลา แทบจะหัวเราะตลอดเวลา จนเพื่อนๆ มองว่า "ติงต๊อง" แต่ไม่ได้บ้า เพราะมีสติดี และยังเรียนได้ดีมากขึ้นเรื่อยๆ อีกด้วย เพราะสมองปลอดโปร่งมาก โล่งสบาย จำอะไรก็ำได้หมด เยอะแยะ แถมยังคิดอะไรได้เร็วมากๆ คิดเลขได้รวดเร็วและแม่นยำมากๆ อีกด้วย การเรียนของผมจึงก้าวหน้ามาก เป็นเวลาประมาณ ๕ ถึง ๖ ปี เห็นจะได้ คือ ช่วงมัธยมศึกษานั่นเอง ซึ่งผมนับว่าเป็น "วัยรุ่นตอนต้น" จากนั้น ผมก็สอบติดมหาวิทยาลัยได้ ขณะยังเรียนอยู่ ม.๕ เพราะใช้การสอบเทียบเอา เป็นคณะและมหาวิทยาลัยอันดับหนึ่ง แต่ใจผมยังไม่อยากไปเรียนเร็วเกินไปยังอยากอยู่อีกปีหนึ่งให้ครบ ๖ ปีตามปกติ ทว่า ในที่สุด ก็ตัดสินใจไปเรียน ซึ่งในช่วงนั้นต้องเจอกับอะไรเยอะมาก แล้วปรับตัวไม่ทัน สุดท้ายก็เกิดผลกระทบต่อจิตใจจนได้ ในปีที่สองหลังจากไปเรียน มีเรื่องความรักเข้ามากระทบจิตใจ ทำให้เกิดความรู้สึกเหม่อลอย คิดถึงแต่คนที่เรารัก และในที่สุดเขาต้องแยกตัวจากผมไป เพื่อให้สามารถเรียนได้ตามปกติ ไม่อยากให้เรื่องความรักกระทบต่อการเรียน ทำให้ผมรู้สึกเหมือนสูญเสียตัวตนที่มีความสุขผ่องใสนั้นไป ผมกลายเป็นคนอีกคน ที่มืดมนและมีแต่ความทุกข์ กลับกันเป็นคนละด้านไปเลย แล้วต้องใช้ชีวิตอยู่ในเมืองกรุง เหมือนคนที่ตกทุกข์ มีปัญหาในชีวิต เหมือนวัยรุ่นในกรุงเทพฯ ที่มีปัญหาและมีชีวิตที่มืดมนอย่างนั้น แต่โชคดีที่ผมไม่ได้มีเงินมากพอที่จะไปซื้อยาเสพติดมาเสพ ผมจึงมีพฤติกรรมเหมือนเด็กเกเรและมืดมนในเมืองกรุงฯ เป็นกันแค่นั้น คือ เที่ยวเตร่ในเวลากลางคืน สำมะเลเทเมา อะไรแบบนั้น เป็นเวลาเกือบ ๘ ปีที่เป็นค่อนข้างหนัก เมื่อเรียนจบแล้ว จึงเริ่มทำงานทำการ ทำให้ดูเป็นผู้เป็นคนมากขึ้น เป็นผู้ใหญ่มากขึ้น


จากจุดเริ่มต้นในวันที่ผมเริ่มมืดมน กลายเป็นเด็กเกเรในเมืองกรุง มาจนถึงวันนี้ ก็ผ่านมาร่วม ๑๕-๑๖ ปี ได้ ปัจจุบัน ผมเริ่มดีขึ้น หลังจากเข้าสู่ทางธรรม, ปฏิบัติธรรม และได้บวชพักผ่อนจิตใจเป็นเวลาเกือบ ๕ ปี (ผ้าขาว ๑ ปี เณร ๑ ปี พระ ๓ ปี) ผมจึงเห็นทุกข์และความมืดมนชัดเจนมากๆ เพราะผมต้องทนอยู่กับมันเป็นเวลานานร่วม ๑๕ ปี ก่อนจะเข้าสู่ทางธรรม เรื่องฤทธิ์เดชอะไรในทางพุทธศาสนาที่คนเขานิยมก็ไม่มีค่าอะไรในสายตาผม เพราะผมตกต่ำถึงขีดสุดและทนทุกข์ถึงที่สุด ณ จุดนั้น ไม่มีอะไรสำคัญไปกว่าการได้หลุดพ้นจากวังวนแห่งทุกข์และความมืดมิดนั้น เรื่องอิทธิฤทธิ์ อิทธิเดชอะไร จะมีหรือไม่ มันก็แค่ผ่านๆ ไป ถ้ามีเอามาเล่าให้ฟังแล้วจบๆ กันไป เท่านั้นเอง หาเป็นสาระที่พึ่งอะไรไม่ได้ สุดท้ายแล้ว เมื่อเราทุกข์ อิทธิฤทธิ์ อิทธิเดช มันก็ช่วยให้เราพ้นทุกข์ไม่ได้ ผมเคลียร์ตัวตนที่มืดมนนั้นจนหมดแล้ว จึงได้สัมผัสถึง "ตัวตนที่หายไป" คือ ตัวตนที่มีแต่ความสุข, ร่าเริง, หัวเราะตลอดเวลานั้น ผมเริ่มสัมผัสตัวตนนั้นได้อีกครั้ง เมื่อไม่นานมานี้ (ปี ๒,๕๕๖) แต่ไม่เต็มตัว ประมาณ ๑๐-๒๐% แต่ก็พอดีสำหรับผมแล้ว



 

รุกขเทวดาสองแบบ

เรื่องนี้เกิดขึ้นไม่นานนี้เองหลังจากผมสึกเป็นฆราวาสแล้ว เป็นความเชื่อส่วนบุคคลนะครับ กล่าวคือ ข้างบ้านผมมีลุงสองคน อยู่คนละบ้านกัน ลุงทั้งสองชอบปลูกต้นไม้และทำสวนรอบบ้านด้วย แต่ทั้งคู่ก็ตายไปแล้ว แต่ลุงสองคนนี้มีวิธีทำสวนที่แตกต่่างกัน ทั้งยังมีอุปนิสัยที่แตกต่างกันอีกด้วย กล่าวคือ ลุงคนที่หนึ่งเป็นคนดุ, เจ้าเล่ห์ และเห็นแก่ตัว แกจะทำสวนเพื่อการยึดครองที่ดิน สมัยก่อนที่ดินยังไม่ได้ถูกจัดให้เป็นโฉนดเรียบร้อยเหมือนทุกวันนี้ ยังเแป็นป่ารกชัฏอยู่มาก ขณะที่คนอื่นๆ หักร้างถางพง ปลูกข้าวแล้วได้ที่ดินไป แกฉลาดกว่า เพราะปลูกต้นไม้ใหญ่ทำสวน แต่ไม่ได้หวังเอาผลไว้กินหรือขายอะไร แกปลูกก็เพื่อจะจับจองที่ดิน ทำให้แกได้ที่ดินเยอะทีเดียว จากแปลงว่างๆ ที่ไม่มีเจ้าของก็กลายเป็นของแกไป แกมีลูกชายสองคน ทั้งสองมีครอบครัวแล้วและเป็นคนเห็นแก่ตัว, ใจแคบ, ดุร้าย และเจ้าเล่ห์เหมือนพ่อทั้งคู่  อยู่มาวันหนึ่ง ลูกชายคนโตก็มีอาการเหมือนผีเข้า ร้องห่มร้องไห้ ไม่มีสติ ต่อมา เขาต้องทำบุญไปให้พ่อตัวเอง (ก็คือลุงคนนี้) ส่วนลุงอีกคนจะมีลูกสาวสองคน ลูกสาวสองคนเป็นคนดี, เชื่อฟังพ่อแม่, ไม่ดื้อรั้น,  กตัญญู ฯลฯ เมื่อก่อนลุงคนนี้ก็เป็นคนใจดี, ใจเย็น, รักสงบ และเชื่องช้า แกทำสวนเอาไว้อย่างเหมาะสม ในสมัยนั้น พรรณไม้ดีๆ หายากไม่เหมือนสมัยนี้ที่ซื้อได้ด้วยเงิน แต่ไม่ทราบว่าแกไปหา เอามาจากไหนได้ เป็นพรรณไม้ที่ดังๆ ของยุคนี้เลย ทั้งๆ ที่แกปลูกเอาไว้เป็นเวลานานกว่า ๒๐ ปีแล้วเห็นจะได้ แสดงถึงความมีสายตาที่ยาวไกลว่าต้นไม้พรรณไหนดีและจะได้รับความนิยมในอนาึคต สวนของแกไม่ได้ทำเพื่อการยึดครองที่ดิน แต่ทำเพื่อรวบรวมพรรณไม้ดีๆ ไว้เพื่อใช้ประโยชน์ ทั้งไม้ยืนต้น, ไม้ผล, ไม้ดอก, ไม้ประดับ, ว่านและไม้นำโชคต่างๆ ทว่า่ แกปลูกได้โตเร็วก็จริง แต่บางต้นไม่่ค่อยได้ผลมากเท่าไรนัก


จนเมื่อทั้งคู่ตายไปแล้ว ลุงคนที่สองเหมือนยังอยู่ไม่ไกลจากบ้านของเขาเอง ป้าซึ่งเป็นแฟนลุงก็ยังคงปลูกต้นไม้่ต่อไป และสังเกตุว่าต้นไม้รอบบริเวณบ้านของแก จะโตเร็วมาก ผิดปกติกว่าที่อื่นในเวลาเท่ากัน ราวกับว่ามีพลังพิเศษของรุกขเทวดาคอยช่วยอำนวยผล นอกจากนี้ ยังเป็นต้นไม้ดีๆ มีประโยชน์ที่ขึ้นเองได้ถูกที่ถูกทาง ไม่รก ไม่ขวางทางเดินอีกด้วย แต่ภายหลังป้าและลูกสาวตัดโค่นลงไปมาก เป็นอันว่าป้าและลูกสาวไม่ได้สืบทอดความสามารถในการทำสวนของลุงคนนี้ ส่วนลุงอีกคนท่าจะตายแล้วไม่ได้ไปดี แต่ภายหลังก็อาจจะได้อาศัยบุญบารมีอะไรบางอย่างช่วยฉุดให้พ้นจากภพต่ำๆ ก็ได้ (เป็นความเชื่อส่วนตัวของผมครับ) เพราะสังเกตุเห็นว่าสวนที่ลุงทำไว้ บางส่วนก็รักษาไว้ไม่ได้ มีคนมาขอใช้เป็นพื้นที่เพื่อสาธารณประโยชน์อื่นๆ ลูกหลานก็ต้องให้เขาไป ลูกชายสองคนก็ไม่สามารถสืบทอดวิธีปลูกต้นไม้เพื่อขยายพื้นที่, อาณาเขตของตนได้เหมือนลุง ผมจึงมองว่าถ้าลุงทั้งสองตายแล้วกลายเป็นรุกขเทวดา ก็คงจะเป็นรุกขเทวดาที่ต่างกัน สองแบบ คือ แบบที่เก่งการปกครองเลือกสรรอะไรดีๆ ไว้ได้ตั้งแต่ครั้งนานแล้ว และแบบที่เก่งการขยายอิทธิพล สามารถปลูกต้นไม้เืพื่อจับจองที่ดิน ขยายอาณาเขตได้ ผมจึงฝึกฝนการปลูกต้นไม้ตามแนวคิดของลุงทั้งสองคนต่อไป แม้ยามมีชีวิตอยู่จะไม่ได้รับการสอน ก็ตาม



 

พระอวโลกิเตศวรตัสสะ

เรื่องนี้ เกิดขึ้นเมื่อครั้งผมยังบวชเป็นสามเณรและมีสามเณรคู่หูคอยช่วยกิจอยู่ ครั้งนั้น สามเณรจากที่เคยมีจิตมารอยู่ บำเพ็ญบารมีตามที่ผมแนะนำแล้ว วันหนึ่งได้เห็น "คนทรงเข้าทรงแล้วตาย" จิตจุติเคลื่อนออกจากร่างชั่วขณะ ทำให้ร่างสลบอยู่ แล้วเกิดจิตเมตตาขึ้น จึงช่วยเหลือแล้วบรรลุเป็น "พระโพธิสัตว์" มีพระนามว่า "อวโลกิเตศวรตัสสะ" อันหมายถึง การสรรเสริญคุณพระพุทธเจ้าทั้งหลาย จากนั้น ก็ดำรงอยู่ในกายของสามเณรเหมือนจิตวิญญาณหรือภูติตนหนึ่ง ท่านก็เพียรทำกิจในมิติทิพย์เรื่อยมา ทั้งการช่วยในภาคปราบและภาคโปรด เช่น การโปรดพญานาคหนุ่มที่เข้ามาอาศัยอยู่หน้าวัด ก็ดี, การช่วยปราบอสูรราหูที่คอยเข้ามาครอบงำ ก็ดี ในที่สุด ท่านก็ุถึงวาระที่จะหลุดพ้่นไป ก่อนจากท่านบอกแก่สามเณรซึ่งเป็นร่างสังขารที่ดำรงอยู่แต่เ่ก่าก่อนว่าสามเณรทำตัวไม่ดีอย่างไรบ้าง และควรปรับปรุงอย่างไรบ้าง และท่านจะไปแล้ว (เหมือนเรื่องของพระราชาองค์หนึ่งในไตรปิฎกที่กล่าวถึงภูติในกายของตน มาตำหนิตัวเองให้ทำความดีบ้าง) แล้วไม่นานนักท่านก็หลุดพ้นไปเฉพาะ "จิตวิญญาณ" เท่านั้น ส่วนสังขารของสามเณรก็ยังคงเดิม ไม่ได้หลุดพ้นไปพร้อมกับจิตดวงนั้นด้วย? ทำให้เกิดความสงสัยว่าเหตุใด กายและจิต จึงไม่ได้ไปพร้อมๆ กัน จิตวิญญาณหลุดพ้นไปก่อนกายสังขารได้ด้วยหรือ? แล้วกายสังขารที่สูญเสียจิตวิญญาณดีๆ ไปจะทำอย่างไร ในเมื่อไม่มีจิตวิญญาณดีๆ คอยคุ้มครองกายสังขารแล้ว (เหมือนประวัติท่านเซียนที่ถอดกายทิพย์ออกจากร่างแล้วให้ลูกศิษย์เฝ้าสังขารไว้ ๗ วัน ยังไม่ัทันกลับลูกศิษย์ก็เผาร่างไปก่อน จึงต้องกลับมาอาศัยในร่างของขอทานแทน คือ จิตวิญญาณกับสังขารร่างกาย มีกรรม ไปกันคนละทาง)


ในช่วงนั้น ผมยังปฏิบัติธรรมไม่ถึงจุดที่จะไปเลย แต่พระอวโลกิเตศวรตัสสะมีกำลังบารมีน้อย ทรงอยู่ได้ไม่นาน เมื่อทำกิจมากเข้า โดยสังขารไม่ได้ทำอะไร กล่าวคือ สังขารนั่งสมาธิใช้มโนมยิทธิกำหนดจิตวิญญาณ ให้จิตวิญญาณกระทำกิจต่างๆ ผลคือ จิตวิญญาณมีบารมีธรรมอันก้าวไปไกลเกินกว่าสังขาร ไม่อาจดำรงอยู่ในสังขารเดิมได้ (จิตวิญญาณกับสังขาร มีระดับบารมีธรรมไม่เท่ากัน ส่งผลให้ดำรงอยู่ร่วมกัน ไม่ได้) ซึ่งผมเพิ่งมาเข้าใจในภายหลัง และทำให้ต้องตัดสินใจให้ปล่อยสามเณรถูกคนเล่นงานจนต้องสึกไป เพื่อให้สังขารของเขาได้ไปทำงานและมีกำลังบารมีธรรมที่สมดุลกับจิตวิญญาณภายใน อันจะแก้ปัญหานี้ของสามเณรได้ (สามเณรบำเพ็ญแต่จิต ไม่บำเพ็ญกาย ทำให้จิตวิญญาณดีๆ ได้เกิดขึ้นแล้วไม่อาจรักษาไว้ในสังขารได้ สามเณรเสียจิตวิญญาณดีไปบ่อยครับ) ในที่สุด ก็เลยต้องให้เขาไปยังที่ๆ ควรไปครับ คือ เขาก็ต้องสึกแล้วไปช่วยแม่ทำงานภาคการเกษตร แม้ดูจะไม่มีอนาคตโดดเด่นไปอวดใครเขา แต่นี่คือ "วิถีธรรม" ที่เหมาะสมกับสามเณรแล้วครับ เพื่อแก้ปัญหาที่เขาเป็นอยู่ นั่นเอง



 

พระอวโลกิเตศวรนัตธี

เรื่องนี้เกิดขึ้นเมื่อครั้งผมยังบวชเป็นสามเณรและมีสามเณรคู่หูมาคอยช่วยกิจอยู่ ในช่วงที่เราบำเพ็ญบารมีนั้น เรามักถอดกายทิพย์ไปยังที่ต่างๆ เพื่อบำเพ็ญบารมีในมิติทิพย์ด้วย ซึ่งจะส่งผลกระทบต่อมิติปกติของเราต่อมาได้เช่นกัน และจิตวิญญาณบางดวงที่ซ้อนอยู่ในกายของเราในฐานะ "ภูติ" นั้น เมื่อได้บารมีมากแล้ว เขา็ก็กำเนิดใหม่ และเกิดการเปลี่ยนแปลงได้หลายประการ ผมเคยถามเบื้องบนว่าจิตในกายของผมจรออกไปแล้วประมาณกี่ดวง เขาบอกมาว่าประมาณ ๓๐ กว่า เห็นจะได้ (ตายละ คนไทยเชื่อว่าคนเราหนึ่งอายุขัยมี ๓๒ ขวัญ แล้วนี่ไปแล้ว ๓๐ ด้วยซิ?) เมื่อก่อนตอนมัธยมหลังผมรู้สึกว่าบางตัวตนในสังขารของผมหายไป ก็มีเรื่องราวให้ต้องไปที่ต่างๆ และเขามักทำพิธีบายศรีสู่ขวัญ, รับขวัญให้่เราก็บ่อยมากครับ แต่ผมไม่ทราบว่าเพราะอะไรเหมือนกัน ต่อมาเรื่องก็เิกิดขึ้นกับสามเณรจนได้ กล่าวคือ พอเราถอดกายทิำพย์ไปสวรรค์ชั้นต่างๆ มาก เพื่อทำกิจบำเพ็ญบารมี จิตวิญญาณที่ต่ำต้อยดวงหนึ่งในกายของเขาก็กำเนิดใหม่เป็นจิตวิญญาณที่ดีขึ้น มีลักษณะเหมือนพระกวนอิม (ผมขอเรียกพระโพธิสัตว์ที่มีรูปกายแบบนี้รวมๆ ว่าอวโลกิเตศวรครับ) แต่ท่านได้พระนามจากเบื้องบนว่า "นัตธี" เขียนอย่างไรไม่ทราบแต่เขาบอกว่าหมายถึง รัศมีที่ขาวรอบสว่างไสว อะไรประมาณนั้น เพราะท่านมีรัศมีขาวรอบสว่างไสวมังครับ (โทษทีผมลืมเรื่องราวการบำเพ็ญบารมีของท่านไปครับ) แต่หลังจากท่านได้สำเร็จธรรมระดับหนึ่ง ท่านก็จรจุติไปยังพรหมโลก แล้วไม่กลับมาเลย สามเณรก็เสียใจว่าทำไม บำเพ็ญบารมีได้จิตวิญญาณที่ดีแล้วจึงต้องเสียไปด้วย แต่ที่จริงแล้วนี่เป็นธรรมดา, ธรรมชาติของมนุษย์นะครับ ที่จะมีจิตจรออกไปได้ ซึ่งผมก็แนะนำให้สามเณรบำเพ็ญบารมีต่อไป ไม่ต้องกังวล เดี๋ยวก็จะได้จิตวิญญาณที่ดีดวงใหม่ๆ เอง


ในชีวิตของคนๆ หนึ่ง อาจเริ่มต้นจาก "จุติจิต" เพียงหนึ่งดวงเดียว แต่เมื่อเราเติบโตขึ้น จะมีิจิตวิญญาณที่มาดูแลคุ้มครองประจำกายของเราแต่ละคน เปลี่ยนแปลง แตกต่างไป ในแต่ละช่วงเวลาได้ ซึ่งพวกเขาเหล่านี้ "ไม่ใช่เทวดาประจำตัว" (เทวดาประจำตัว ท่านจะอยู่บนสวรรค์) แต่ผมขอเรียกว่า "ภูติประจำกาย" ก็แล้วกัน เรื่องของภูติประจำกายนั้น มีปรากฏในพระไตรปิฎกด้วย (เพียงแต่ท่านจะเคยอ่านพบหรือไม่ ก็เท่านั้นเองครับ) เรื่องราวกล่าวถึงพระราชาองค์หนึ่งที่ทำตัวไม่ดีนัก ตกกลางคืนวันหนึ่ง ตื่นขึ้นมากลางดึก ก็เห็นตัวเองอยู่ต่อหน้า แล้วด่าว่าตัวเองเสียมากมาย เพื่อให้ตัวเองเปลี่ยนนิสัยต่างๆ ท่านเกิดความสับสนงุนงงว่าเหตุใดจึงมีตัวเองอีกตัวหนึ่ง มาด่าตัวท่านเองได้ ในพระไตรปิฎกก็ไม่ได้อธิบายมากมายอะไร แต่พอมาเจอเองกับตัวถึงได้เข้าใจครับ รวมทั้งความเชื่อเรื่อง "บายศรีสู่ขวัญ" ของคนไทยด้วย



 

สามเณรเจอเปรต

เรื่องนี้เกิดขึ้นเมื่อครั้งผมยังบวชเป็นสามเณรและมีสามเณรคู่หูคอยช่วยเหลืออยู่ด้วย หลังจากสามเณรได้หูทิพย์ ตาทิพย์แล้ว ทั้งยังได้ทำกิจมากมายหลายประการ วันหนึ่ง สามเณรไปเข้าห้องน้ำ แล้วก็วิ่งตื่นกลับมาที่ห้อง มาโวยวายว่่าไม่เข้าห้องน้ำแล้ว กลัวผีเปรต แล้วก็ยังเอาถังน้ำมาไว้ปลายเตียง ฉี่ในถังแทนที่จะไปห้องน้ำ เวรกรรม! ทำอย่างไรก็ไม่ยอมเข้าห้องน้ำเวลากลางคืน แล้วก็เล่ามาว่าเจอผีเปรต จากนั้นก็ไปรับปากกับเปรตว่าจะช่วยเหลือเขาอะำไรแบบนั้น สามเณรบอกว่าเปรตอาศัยอยู่ที่เมรุ ไปไหนไม่ได้ ต้องอยู่อย่างนั้น ตัวสูงเท่าๆ กับเมรุ ก็เลยให้สามเณรดูสิว่าเปรตตนนี้ เป็นใครมาก่อน เขาก็เห็นว่าเป็นชาวบ้านคนหนึ่ง ก่อนตายได้มาเอาของวัดบ่อยๆ ชอบหากินกับวัด ตายแล้วจึงกลายเป็นเปรตทรมานอยู่ที่เมรุไปไหนไม่ได้ (ห้องน้ำพระกับเมรุ อยู่ใกล้กัน) ก็เลยบอกกับสามเณรว่าถ้าไปรับปากจะช่วยเขาแล้วก็ต้องทำตามนั้นนะ อย่าเสียสัจจะ เป็นอันว่าสามเณรก็มักถูกเปรตตนนี้กวน จนกระทั่งหาทางช่วยเปรตได้ เปรตถึงจะเลิกกวน ก็แปลกดีว่า สามเณรเคยเจออะไรที่ควรจะกลัวหรือน่ากลัวมากกว่านี้มาแล้ว เช่น พวกอสูรต่างๆ ซึ่งมีฤทธิ์มากและร้ายกาจกว่าพวกเปรตเยอะ คือ เปรตนั้นไม่ไ้ด้มีฤทธิ์อะไรมาก ถ้าไม่ใช่พวกเปรตชนิดพิเศษจริงๆ ก็ทำอะไรคนไม่ได้ นอกจากทำให้ตกใจเท่านั้นเอง อาจเป็นเพราะสภาพของเปรตที่ดูน่าเกลียดน่ากลัวกระัมัง (ภูติผี-ปีศาจ ที่มีฤทธิ์มาก ร้ายกาจ จะแปลงร่างให้ดูงดงามได้ พวกนี้จะร้ายกาจกว่าพวกที่ดูน่าเกลียดน่ากลัวมาก ซึ่งเราสมควรจะกลัวพวกที่แปลงร่างได้นี่มากกว่า)


รู้อย่างนี้แล้ว ก็ยังไม่สามารถทำให้ใครเชื่อได้ครับว่าอย่ามาเอาของวัดเพราะตายแล้วจะกลายเป็นเปรต อย่างครั้งหนึ่งผมไปช่วยงานวัดที่ภาคอีสาน พอเรากลับจากบิณฑบาต พระท่านก็เอาของที่โยมทำบุญมากองรวมกันไว้ ผมก็คิดจะเลือกของดีๆ จัดไปให้ท่านอย่างทั่วถึงกัน แต่ที่ไหนได้ละ ยังไม่ได้ทำอะไรเลย พวกโยมที่มาช่วยงานนั่นแหละ แย่งกันหยิบจับเอาของดีๆ ไปหมดเลย ผมก็ปลงอนิจจัง พระท่านก็รู้ว่าโยมทำบุญใส่อะไรมาบ้าง แล้วถึงเวลาไปให้ท่านกลับหายหมด แล้วท่านจะคิดอย่างไร? (ผมไม่ได้เอาไปนะครับ) คือ เขามากันหลายคนเยอะ ก็พวกชาวบ้านที่มาช่วยงานนี่แหละ และเพราะเขาเยอะกว่าผมทั้งยังเป็นเจ้าถิ่นด้วย ทำให้ผมไม่สามารถห้ามอะไรหรือพูดว่ากล่าวตักเตือนอะไรได้เลย คนนั้นแย่งหยิบ คนนี้ก็รีบแย่งบ้าง ต่างคนต่างแย่งกัน ดูแล้วน่าอนาถใจจริง พวกเขาจะรู้ตัวไหมหนอว่าแย่งกันเป็นเปรตเสียแล้ว หรือจะมีใครฉุกคิดบ้างไหนหนอว่าของที่เขาแย่งกัน ก็ใช่ว่าจะดีเสมอไป ใช่ว่าเราจะต้องแย่งบ้าง?